phantom

The Curse of The Opera Ghost

posted on 30 Dec 2007 04:18 by liamm in life, musical

จริงๆมันเป็นเรื่องขำขันที่เริ่มต้นจากปลายปีที่แล้วที่ดูเหมือนฉันจะมีปัญหามาตลอดกับละครเวที เริ่มตั้งแต่จาก CATS ที่ฉันอดไปดูกับน้องๆจนต้องไปดูรอบหลังแล้วก็ไปเจอเรื่องฮาๆที่ออกจะฮาไม่ออก มาจนถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ที่ไปดู The Phantom of the Opera ที่ชิคาโกมา

ความเดิมเริ่มแรกนั้นมีอยู่ว่าฉันมีอันต้องไปอเมริกาในช่วงคริสต์มาสพอดีพอดิบ วันนั้นคิดไรไม่ทราบเลยลอง search ดูละครเรื่องนี้ดูเล่นๆในเวป เลยเห็นว่ามันมีโชว์ที่ชิคาโกในช่วงที่ฉันไปพอดีที่ Cadillac Palace Theater

ฉันก็เลยไอเดียบรรเจิดกระทำการจองตั๋วเพื่อไปดูละครในทันใด จองรอบบ่ายสองเพราะว่าเมืองที่น้องสาวของฉันอยู่นั้นสามารถมาที่ชิคาโกได้โดยนั่งรถไฟ Amtrak มาแบบสะดวกๆและใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆเท่านั้นเอง หลังจากนั้นฉันก็วางแผนจะค้างที่ชิคาโกคืนหนึ่งก่อนที่น้องสาวของฉันจะขับรถตามมาในวันรุ่งขึ้นและกลับพร้อมกัน เรื่องของเรื่องคือเขาไม่ชอบดูละครแต่อยากชอปปิ้งมากกว่าเลยตามมาทีหลัง (ฮา)

แต่รู้สึกว่าฉันจะเป็นคนมีอันเป็นไปกับละครเวที มันมีเหตุที่เรียกได้ว่าเป็นคำสาปของผีโรงละครหรือ opera ghost ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางเลยทีเดียว

ฉันตั้งใจจะออกจากบ้านพร้อมกับแม่ตั้งแต่เก้าโมงครึ่งเพื่อไปถึงสถานีรถไฟสักสิบโมงในสถานการณ์ที่พายุหิมะเข้าเช่นตอนนั้น ข้างนอกบ้านขาวหมดเลยแถมหิมะยังลงมาอีกเรื่อยๆด้วย

 

คำสาปเริ่มทำงานซะตั้งแต่ตอนนั้นเลย ด้วยคนมารับคือน้องเขยของฉันเองซึ่งมีกำหนดว่าจะต้องไปสอบ เจ้าตัวบอกเองว่าไม่ต้องห่วง สองชั่วโมงก็เสร็จแล้ว เดี๋ยวเก้าโมงครึ่งมารับ แต่ปรากฏว่าท่านจำเวลาสอบผิด เวลาสอบใช้เข้าไปสามชั่วโมง ดังนั้นฉันก็เป็นแม่สายบัวแต่งตัวรอแล้วรอเล่า โทรไปก็ไม่ได้รับสาย (แน่ดิ สอบอยู่นี่นา) กว่าท่านจะมารับก็ปาเข้าไปสิบโมงสี่สิบห้า

ซิ่งเข้าเมืองด้วยความเร็วน่ากลัวถูกตำรวจเรียก ถึงสถานีเวลาสิบเอ็ดโมงพอดีเพื่อที่จะพบว่ารถไฟออกไปแล้วตอนสิบโมงห้าสิบ และเที่ยวต่อไปคือบ่ายโมง

กรรม ถ้าบ่ายโมงฉันคงไปไม่ทันดูละครรอบบ่ายสองเป็นแน่แท้ น้องสาวของฉันซึ่งอยู่ที่ทำงานและโทรมาหาพอดีโวยวายล้งเล้งใส่สามีสุดฤทธิ์ (เชื่อขนมกินได้ว่าแม่นางต้องว๊ากเพ้ยสามีไปตลอดทั้งวัน แหะ แหะ แหะ) ที่ไม่รอบคอบจำเวลาสอบผิด

เราเปลี่ยนโปรแกรมเป็นไปรถบัสแทน รถออกสิบเอ็ดโมงครึ่ง ตามกำหนดจะถึงบ่ายโมงสิบห้า ฉันยังมีเวลาพอไปโรงละครทัน

ช้าก่อน แต่ถ้าเรื่องมันง่ายเช่นนั้นมันคงไม่ใช่คำสาปเสียแล้ว

รถออกไม่ได้ค่ะท่าน ไม่รู้เกิดอะไร ไม่มีใครบอกเหตุบอกผลหรือชี้แจงจนผู้โดยสารคนหนึ่่งซึ่งคงมีนัดและกำลังจะพลาดนัดเหมือนกันลุกขึ้นไปโวยวายกับนายสถานีเสียงดังลั่นๆ หลังจากนั้นนายสถานีก็ลุกขึ้นมากล้อมแกล้มแจ้งชาวเราว่า มีความผิดพลาดเกิดขึ้นแต่เราจะรีบจัดการให้

ตอนนั้นเที่ยงตรง ฉันกับแม่มองหน้ากัน แล้วเราจะทำไงนี่ ....

กะว่าถ้าอีกแป๊บหนึ่งรถไม่ออกฉันจะวิ่งไปซื้อตั๋วรถไฟแล้วนะ...ฮึ่ม.....

ขณะที่กำลังวิตกกังวลได้ที่ คนขับก็ยุรยาตรมาที่รถพร้อมด้วยเสียงบ่นของหนุ่มคนที่ไปโวยวายนั่นว่า ขอบคุณโคตรๆเลยที่มาได้ซะที

เราออกเดินทางตอนเที่ยงครึ่่งพอดีด้วยความใจสั่นว่าฉันจะไปทันหรือเปล่าด้วยบนท้องถนนประเทศนี้ถึงรถจะไม่ติดก็เถอะแต่เขาจำกัดความเร็ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนซิ่งรถบัสเหมือนซิ่งรถเมล์บ้านเรา

และนั่นก็ทำให้ฉันคิดถึงรถเมล์เมืองไทยขึ้นมาติดหมัด นี่ถ้าคนขับที่นี่ตีนผีขนาดบ้านเราฉันคงไม่ต้องกลัวไปไม่ทันดูละครเป็นแน่ (ฮา)

ฉันนั่งรถนั่งลุ้นกับแม่มาตลอดทาง แอบสงสารแม่มากที่ต้องมาผจญภัยกับฉันแบบนี้และฉันก็บอกแม่อีกว่า แม่จ๊ะ เดี๋ยวไปถึงเราไปโรงละครกันเลยนะจ๊ะ เช็คอินโรงแรมไว้ทีหลังก็แล้วกัน แม่ก็ทำท่าโอเคแต่ก็ยังกังวลอยู่ว่าจะไปทันดูละครไม๊นั่น

พระเจ้าทำท่าจะเข้าข้างตอนที่ที่เข้าเขตชานเมืองชิคาโก ตอนนั้นบ่ายโมงครึ่ง คิดว่าอีกสิบห้านาทีก็ถึงแล้วเพราะเข้าทางด่วนวิ่งปรู๊ดเดียวก็ถึงสถานี แต่ว่า.... ชีวิตฉันไม่เคยเจอเรื่องง่ายอย่างนั้นน่ะซิ

เขาปิดทางด่วนค่ะพี่น้อง เจ้าข้าเอ๊ย.....ฉันล่ะอยากจะทึ้งผมตัวเองให้หมดหัว คนมันจะซวยช่วยไม่ได้จริงๆ แล้วรถมันก็สุดจะติดเลยขอบอก......

ฉันไม่รู้จะทำไงเลยตอนนั้นแบบว่านั่งไม่ติดเบาะเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาจะไม่ให้เราเข้าโรงละครแน่ๆถ้าเราไปไม่ทัน เราต้องอดดูละครครึ่งแรก โฮ........ แล้วนี่จะทำไงดีเนี่ย

รถถึงสถานีบ่ายสองห้านาที ฉันรีบตาลีตาเหลือกลงจากรถวิ่งฝ่าความหนาวไปเรียกแทกซี่เพื่อตรงไปยังโรงละครสุดชีวิตโดยมีแม่ผู้โชคร้ายตามมาติดๆ พอขึ้นแทกซี่ได้ฉันก็บอกให้แทกซีช่วยซิ่งสุดชีวิตหน่อยเหอะ เดี๋ยวเราจะไปดูละครไม่ทัน แทกซี่ผู้ใจดีก็ถามว่าแล้วละครเล่นกี่โมง พอฉันบอกว่าบ่ายสองแกก็อุทานว่า.. "Shit!" แล้วก็สวมวิญญาณนักซิ่งปาดซ้ายปาดขวาจากสถานีจนถึงโรงละครใช้เวลาสิบห้านาทีพอดีพอดิบ

ฉันหัวซุกหัวซุนลงจากรถโดยที่ไม่ลืมทิปและคำขอบคุณ เป็นหนแรกในชีวิตที่ฉันแอบดีใจที่เจอแทกซี่ตีนผี ฮ่าๆๆๆ ทุกทีมีแต่สยองขวัญนั่งกันตัวเกร็ง 

และแล้วฉันก็ถลาพรวดพราดเข้าไปในโรงละครที่เห็นตามรูปนั่นพร้อมทั้งยื่น e ticket ที่ยับๆเยินๆให้พร้อมทั้งทำหน้าวิงวอนสุดฤทธิ์ คนที่อยู่หน้าประตูเป็นสาวผิวดำตัวโตเป็นยักษ์ เธอทำหน้าประมาณว่าโชว์เริ่มไปแล้วล่ะ เสียใจด้วยนะ ฉันงี้ใจลงไปกองที่ตาตุ่มแต่แล้วฉันก็เริ่มโอดครวญขอความเห็นใจจากคุณการ์ด ก็มาแล้วง่ะ จะให้ทำไง ฉันว่าถ้าไม่เสี่ยงก็คงไม่ได้ดูเป็นแน่แท้ และที่ฉันเช็คจากในเวประหว่างทางมานั่นรอบทุ่มหนึ่งก็เต็มเหมือนกัน

ฉันบอกคุณการ์ดด้วยน้ำเสียงวิงวอนสุดขีดว่าฉันโชคร้ายมาก เนี่ย ตกรถไฟ รถบัสก็ช้า นี่ฉันอุตส่าห์มาจากเมืองไทยเชียวนะแล้วนี่ก็เป็นหนแรกของฉันกับเรื่องนี้ด้วย เห็นไม๊... ฉันลงรถก็รีบมาเลยข้าวของก็ยังไม่ได้เก็บ (ตอนนั้นหอบกระเป๋าและเสื้อโค้ตเป็นอีบ้าหอบฟาง หัวหูยุ่งมาก) เนี่ย....พาแม่มาดูด้วย แม่อยากดูมากเลยถ้าไม่ได้ดูคงเสียใจตายแน่ๆ ว่าแล้วก็ชี้มือไปทีแม่ซึ่งยืนทำหน้าวิงวอนขอร้องเข้ากับคำของลูกสาวมาก

คุณการ์ดตัวโตสองนางมองหน้ากันครู่หนึ่งแล้วก็ตัดสินใจพย้กหน้าแบบ เออ ปล่อยมันเข้าไปเหอะ ไม่งั้นท่าทางมันจะต้องยืนอ้อนวอนต่อไปอีกนานแหงๆ

ฉันรีบขอบคุณแล้วก็ถามหาที่ฝากกระเป๋าและเสื้อโค๊ต พอคุณการ์ดใจดีบอกว่าที่ฝากกระเป๋าอยู่ข้างล่างฉันก็ถลาลงบันไดไปทันทีด้วยความเร็วเท่าเสียงมีหัวนำไปก่อน ท่าทางฉันคงจะเหมือนคนกำลังใกล้ตกบันไดเพราะความรีบร้อน เสียงคุณการ์ดคนนั้นจึงไล่ตามหลังฉันมาได้ความว่า ใจเย็น อีหนู! ฉันให้เธอเข้าแน่ๆอยู่แล้ว ไม่ต้องรีบปานนั้นหรอก

อะ คุณการ์ดขา รู้แล้วว่าได้เข้าแต่ไม่อยากพลาดฉากเยอะไปกว่านี้อะค่ะ

เมื่อคุณการ์ดเปิดประตูให้เข้าไปนั้นเป็นช่วงที่ Christine ร้องเพลง Think of me อยู่ ฉันกับแม่ยืนรออยู่ด้านหลังจน Christine ร้องจบเพลงนั้นแล้วคุณการ์ดแกก็เดินไปส่งเราสองคนตรงที่นั่ง (แถวหกนับจากข้างหน้า) คิดว่าแกคงกลัวชาวบ้านลุกขึ้นมาด่าพวกเราเอาด้วยแหละ สรุปว่าเราพลาดไปสองเพลงเต็มๆ

ขอขอบคุณคุณการ์ดใจดีไว้ตรงนี้อีกทีก็แล้วกัน ถ้าแกไม่เห็นใจสงสัยฉันจะแย่ก่อน

ละครดีมาก ฉากที่พี่ Phantom พาน้อง Christine ลงไปใต้โรงละครอลังการได้ใจอย่างแรง ฉันนั่งตาค้างมองด้วยความตะลึงตะไล ฉากที่แชนเดอเลียร์หล่นมีคนร้องกรี๊ดในโรงละครด้วย มีเรื่องขำๆเยอะเหมือนกัน เก็บไว้เขียนทีหลังต่อดีกว่า

โรงละครข้างในไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่ทำเสียหน้าตาหรูหรา ระบบเสียงดีกว่าเมืองไทยรัชดาลัยเป็นสามสี่กอง

ก่อนจะจบ ขอบอกเล็กน้อยว่าตอนฉากที่พี่ Phantom ปล่อย Christine ไปกับ Raoul นั้นซาบซึ้งประทับใจจนแอบไม่ชอบขี้หน้า Christine ไปหน่อยหนึ่ง และ..... แม่หลับตอนท้ายๆ.... ตื่นมาตอนจบพอดี เอิ๊ก......

สงสัยแกจะเหนื่อยกับการผจญภัยมากไปหน่อย

สำหรับฉันหรือ เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสได้ดูฉันก็จะไปดูอีก เอางั้นดีกว่า ชอบนี่นา

ปิดท้ายด้วยรูปใบปิดหน้าโรงละครที่คนถ่ายมือสั่นเพราะหนาวสุดๆ

แอบแถมท้ายว่า ตอนนั่งดูคิดขึ้นมาวูบหนึ่งว่า ถ้าเรื่องนี้ถูกเขียนเป็นแบบไทยๆน่าจะได้ชื่อว่า"ผีโรงลิเก" หรือเปล่า เอิ๊กๆๆๆ