fantasy

เรื่องมีอยู่ว่าช่วงนี้ขาดแคลนหนังสืออย่างหนักและไปอ่านนิตยสารเล่มหนึ่งเขาสัมภาษณ์นักเขียนและนักแปลบางท่านว่าช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่ มีอยู่ท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ ความจำปลาทองจากการทำงานมากเกินไป) ท่านบอกว่ากำลังอ่าน "จอมโจรยูเจนิดิส" อยู่ และบอกด้วยว่าสนุกมาก

เห็นมาสักพักแล้วบนแผงหนังสือแต่ว่าไม่ได้หยิบขึ้นมาสักที แล้วฉันก็พึ่งรู้ว่าจริงๆมันคือเรื่อง The Thief ที่ฉันซื้อมาดองเค็มเอาไว้จนได้ที่แล้วนั่นเอง คือตอนนั้นซื้อมาพร้อมกันกับ The Midas' box แล้วก็ปันใจไปอ่านเรื่องมืดๆในสไตล์ของ G.P.Tyler เสียก่อน พออ่านจบก็เลยลืม The Thief ไปเลย ขออภัยอย่างแรง ว่าแต่ไม่มีใครเขารู้หรอกนะว่าอ่านหรือไม่อ่านน่ะ เอิ๊กๆ

เนื่องด้วยหนังสือออกมานานนม คงมีคน review ไปหลาย แต่แค่อยากจะกล่าวถึงมันในบางแง่บางมุมที่สะดุดใจคนอ่านเรื่องมากแบบฉันเท่านั้นแหละ

อารัมภทเพื่อเข้าเรื่องก่อนว่าหนังสือชุดนี้มีสามเล่ม The Thief, Queen of Attolia, King of Attolia หรือในชื่อภาษาไทยว่า จอมโจรยูเจนิดิส ราชินีแห่งแอทโตเลีย และราชันแห่งแอตโทเลีย

เป็นเรื่องของอาณาจักรสามอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกันซึ่งทั้งสามอาณาจักรนี้ก็มีความเชื่อ แนวปฏิบัติและการปกครองแตกต่างกันออกไป อาณาจักรซูนิสมีราชาเป็นผู้ปกครองในขณะที่เอ็ดดิสและแอตโทเลียมีราชินีเป็นผู้ปกครอง การดำเนินเรื่องอยู่ที่ตัวของยูเจนิดิสซึ่งเป็น The Thief หรือโจรส่วนพระองค์ของราชินีเอ็ดดิส (เอิ๊ก!) และการเติบโตไปตามเวลาจากเจ้าโจรน้อยผู้ปาก (เสีย) มากกลายเป็นโจรหนุ่มมีบาดแผลฉกกรจ์และมีความรักในตอนที่สอง จนสุดท้ายกลายเป็นราชา ควบคู่ไปกับกโลบายทางการเมืองที่จะแย่งชิงความมีเสถียรภาพและรักษาที่มั่นของแคว้นตัวเอง

ฟังดูน่าสนุก แต่รู้สึกว่าอ่านแล้วเฉื่อยเฉยไปหน่อย ไม่ใช่หนังสือมันไม่ดี ยอมรับว่าหนังสือมันดีทีเดียวแต่ทำไมตอนอ่านแอบรู้สึกเหมือนอ่านนิยายของ "ลักษณาวดี" ที่เจ้าตัวคนแต่งเรียกขำๆเองว่า "ลิเกฝรั่ง" ก็ไม่รู้ เอิ๊ก เอิ๊ก

ลิเกฝรั่งที่ว่านั่นประกอบด้วย "เลือดขัตติยา" "ดั่งดวงหฤทัย" และเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่พระเอกกับนางเอกเขียนจดหมายตอบโต้กันทั้งเรื่อง พอเจอกันตอนจบพระเอกก็ตายพอดี ใครจำได้แล้วบอกจะเป็นพระคุณมาก

พล็อตเรื่องเหล่านี้มี common feature บางอย่าง เป็นเรื่องการเมืองภายในและภายนอกประเทศเล็กๆที่เขียนให้พระเอกดูฉลาดอย่างน่ากลัวภายใต้ท่าทีที่ดูจะเรื่อยเฉี่อย และมักพูดจาเชือดเฉือนแต่ยอมทำทุกอย่างได้เพื่อรักแท้ ประมาณว่าให้ตายตรงนี้ก็ยอม  (กรี๊ดดดด สลบ....) นางเอกส่วนใหญ่มักสวย ฉลาด ทันคน อ่อนหวานและอ่อนไหว แต่ถ้าถึงเวลาเหี้ยมเกรียมก็ทำได้ไม่แพ้ชายอกสามศอก สรุปว่าแอบแมรี่ซูและปีเตอร์ซวยกันว่างั้นเถอะ

แต่มันก็สนุกนะ ในความแมรี่ซูของนิยายพวกนี้น่ะ ^^

หนังสือชุดนี้ดำเนินเรื่องตามนี้เปี๊ยบ! ถึงแม้ว่าคนเขียนจะพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะป้องกันอาการแมรี่ซูกับตัวละคร พยายามทำให้ยูเจนิดิสเป็น "คนติดดิน" มากที่สุด จนถึงกับให้ยูเจนิดิสเจอเรื่องราวโหดร้ายที่กลายเป็นแผลเป็นตามมาให้เจ็บปวดไปตลอดชีวิตก็ตาม คอนเซปต์ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากถกเถียงรวมไปถึงขว้างปาอุปกรณ์ประกอบฉากของยูเจนิดิสและราชินีแอตโทเลียนั้นอ่านไปก็คิดถึงเจ้าหลวงรังสิมันต์เถียงกับเจ้าหญิงทรรศิกาไปด้วย โอ้ แฝดเหมือนโดยมิได้ตั้งใจ และเวลาที่ยูเจนิดิสแอบมี mission ตบตาชาวบ้าน (ที่จริงแท้นั้นเป็นชาววัง!) นั้นก็ทำเอาอดที่จะนึกถึงเจ้าชายเสนาบดีเวลาวางแผนตลบหลังศัตรูทางการเมืองไม่ได้จริงๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้กล่าวหาว่าใครลอกใครหรืออะไรหรอกเพราะดูจากบริบททั้งปวงแล้วการลอกคงเป็นไปไม่ได้ สำนวนคนละเรื่องกัน รายละเอียดและกลวิธีการเขียนเป็นคนละแบบกันเพียงแต่ว่าขำว่ามันเหมือนกันอย่างไม่ได้ตั้งใจเท่านั้นเอง นี่อาจเป็นเหตุที่ฉันไม่อินกับหนังสือชุดนี้มากๆ เพราะไอ้สมัยที่อินกับลิเกฝรั่งของคุณลักษณวดีนั้นมันก็สมัยนานมาแล้วและเด็กกว่านี้เยอะ

มิน่า เขาถึงบอกว่าหนังสือชุดนี้สำหรับเด็กอายุ 9-12 ปี และมากกว่า ฮ่า ฮ่า

ปล. แต่นี่ไม่ใช่ทำให้มีข้ออ้างเวลาคนสองคนในสิ่งแวดล้อมเดียวๆกันเขียนอะไรเหมือนกันอย่างเห็นได้ชัดแล้วบอกว่าไม่ได้ลอกนะ (ฮา)

แล้วทำไม anticlimax เป็นเรื่องนี้ไปได้ก็ไม่รู้ คุยเรื่องหนังสือแท้ๆ

The ladies of Grace Adieu

posted on 12 Oct 2007 11:32 by liamm in book

เป็นคนชอบอ่านหนังสือแฟนตาซีมาตั้งแต่เด็ก จนแก่เท่านี้ฉันก็ยังสามารถอ่านหนังสือแฟนตาซีได้อย่างสนุกสนานไม่ต่างจากเดิมเท่าไรนัก เว้นเสียแต่ว่าจะกลายเป็นคนจู้จี้มากขึ้นสักหน่อยเท่านั้นเองหลังจากที่ได้รู้จักThe Chronicle of Narnia เมื่อครั้งสมัยประถมก็ยังหาหนังสือที่กระชากใจขนาดนั้นอีกไม่ค่อยจะได้

คงมีหลายปัจจัยเช่นกันที่ทำให้เป็นเช่นนั้น อย่างเช่นว่าเวลาไม่ค่อยจะมี หรือว่าความสามารถไม่ค่อยจะถึงในการแกะภาษาอังกฤษก็ตามที จนมาถึง The Lord of the Rings อีกทีก็ปาเข้าไปเมื่อหกเจ็ดปีก่อน อ่านครั้งแรกตั้งแต่ตอนเขายังถ่ายหนังอยู่ และตั้งต้น อินมาตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้ลามปามไปถึง The Silmarillion ซึ่งเป็นภาคประวัติศาสตร์ของ The Lord of the Rings อีกทีหนึ่ง ได้ข่าวว่าแปลเป็นไทยแล้วแต่ยังไม่เห็นวางตลาดเสียที กลัวแต่ว่า The Children of Hurin ซึ่งเป็นหนังสือลูกของ The Silmarillion จะได้วางตลาดในภาคภาษาไทยก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้

ยากนักถ้าจะไม่ได้พูดถึง Harry Potter ในลิสต์หนังสือแฟนตาซีที่เคยอ่านมาแต่ยอมรับว่าไม่อินกับเรื่องนี้สักเท่าไร เท่าที่พยายามหาเหตุและผลมาบอกตัวเองนั้นก็คงเป็นเพราะแอบรู้สึกนิดหน่อยว่ามันแสนจะฮอลีวู้ด คือเอาตื่นเต้นเข้าว่า ไม่มีอะไรให้ติดตรึงในสมองให้เก็บเอาไปนอนคิดเลยยกเว้นพล็อตหรือการหักมุมจนเอวเคล็ดที่เป็นข่าวได้เสียทุกตอน เหมือนตอนอ่าน The Davinci’s Code นั่นแหละ สนุกไหม ตอบได้ว่าสนุก แต่ไม่อิน เป็นซะงั้น

แต่ถึงขั้นว่าไม่อินก็อ่านได้จนจบเจ็ดเล่มเหมือนกัน (ฮา)ไม่ได้คิดว่าสไตล์ฮอลีวูดไม่ดี แต่เอาเป็นว่าไม่อินจะดีกว่า มีถมเถไปที่ชาวประชาชื่นชอบกันมากมายแต่ก็แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ในขณะที่บางเรื่องนั้นกว่าจะเข้าใจและรักมันได้ใช้เวลาสักหน่อยแต่ถ้าได้ปลงใจหลงรักแล้วล่ะก็ รักกันยาว

His Dark Materials เป็นหนังสืออีกเรื่องหนึ่งที่อนาคตอาจจะได้ขึ้นหิ้ง ไม่รู้หิ้งใครแต่หิ้งของฉันน่ะขึ้นไปแล้ว ได้ข่าวว่าตอนนี้กำลังทำเป็นหนังอยู่เสียด้วย Nicole Kidman นำแสดงร่วมกับ Danial Craig ส่วนตัวเองแล้วพอใจกับการคัดเลือกตัวแสดงมาก แต่คงต้องรอดูต่อไปว่าจะทำออกมาได้ดีแค่ไหนมีถมไปที่หนังสือสนุกมากแต่หนังห่วยมาก

เมื่อเดือนก่อนนี้เดินแถวๆ Asia Book และได้ตกหนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อว่า The Ladies of Grace Adieu ผู้เขียนคือ Susanna Clarke ซึ่งมีผลงานเล่มแรกคือ Jonathan Strange & Mr. Norrell นั่นเอง แค่ชื่อมันก็ Y แล้วแต่ถ้าอ่านแล้วจะรู้ว่าเหตุอันใดจึงไม่อาจ Y ได้ทั้งๆที่มีประเด็นน่า Y อยู่มากมายในเรื่อง หนึ่งในนั้นคือลักษณะของตัวละครนั่นเอง The Ladies of Grace Adieu เป็นเรื่องสั้นๆแปดเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกับหนังสือหลักคือ Jonathan Strange & Mr.Norrell ทีนี้ก็ต้องอารัมภบทก่อนว่าแล้วเรื่องหลักนี่เป็นอย่างไร

สำหรับใครที่อ่านแล้วก็ข้ามไปได้เลยค่ะจะพยายามไม่ spoiler มากจนเกินไปเผื่อว่าใครอยากอ่านแล้วจะเกิดอาการไม่สนุกขึ้น

Jonathan Strange & Mr.Norrell เล่าถึงการฟื้นฟูเวทย์มนตร์ในเกาะอังกฤษโดยผู้วิเศษสองคนซึ่งมีนิสัยและแนวทางต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งเชื่อว่าเวทย์มนตร์ทั้งหมดควรจะได้รับการฟื้นฟูโดยปราศจากการกล่าวถึงหรืออ้างอิงกับกษัตริย์ผู้วิเศษแห่งอังกฤษหรือที่เรียกกันว่ากษัตริย์กาดำ และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับภูติจะเป็นความหายนะของผู้วิเศษ ส่วนอีกคนเชื่อในทางตรงกันข้าม ทั้งสองเริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์และศิษย์และลงเอยด้วยการเป็นศัตรูกัน บวกกับเรื่องราวของภูติผู้ทรงอำนาจที่ชอบจะลักพาตัวหญิงสาวชาวอังกฤษไปเป็นเพื่อนในฉากหลังของประเทศอังกฤษสมัยที่ทำสงครามกับจักรพรรดินโปเลียน

ดังนั้นโจนาธาน-ตัวเอกของเราจึงได้เดินทางร่วมกับกองทัพของดยุคแห่งเวลลิงตันไปรบในสเปน ได้เข้าร่วมสงครามที่วอเตอร์ลู และได้พบกับพระเจ้าจอร์จที่สามและเป็นเพื่อนกับลอร์ดไบรอนในเรื่องนี้ด้วยเรื่องนี้ยังเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีหนึ่งด้วยว่าบางครั้งเราอาจจะไม่รู้จักคนรักหรือเพื่อนได้ดีนักแต่กับศัตรูแล้วจำเป็นจะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้

ในระหว่างการเล่าเรื่องราวใหญ่ๆที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเหล่านี้จะมีช่องว่างมากมายในเรื่องเล่าเหล่านั้นซึ่งถ้าใส่ลงไปหมดก็จะกลายเป็นเอนไซโคลพีเดียไป Susanna Clarke จึงได้นำเรื่องย่อยๆมาเขียนไว้ใน The Ladies of Grace Adieu นี้เอง ตัวอย่างเช่นเรื่องแรกซึ่งได้ถูกใช้เป็นชื่อหนังสือนี้ซึ่งเป็นเรื่องราวของสุภาพสตรีกลุ่มหนึ่งที่สามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ซึ่งหนึ่งในหญิงสาวเหล่านั้นเคยเป็นที่หมายปองของเฮนรี วูดโฮป พี่เขยของโจนาธาน สเตรนจ์นั่นเอง ถ้าจะนับกันไปแล้วโดยส่วนตัวชอบเรื่องนี้ที่สุดในบรรดาแปดเรื่องทั้งหมดเพราะมันดูมีชีวิตจิตใจมากกว่าเรื่องทิ่อิงนิทานแบบเรื่องอื่นๆ

แต่ในความรู้สึกส่วนตัว ฉันยังชอบ Jonathan Strange & Mr.Norrell มากกว่าเพราะหนังสือมันหนาดี ??

เปล่าหรอก จริงๆมันไม่เกี่ยวกันกับเรื่องความหนา ถ้าหนังสือสนุกเล่มบางๆก็อ่านได้แต่ถ้าหนาๆหน่อยก็จะดีมากด้วยว่าจะได้อ่านนานๆ จริงๆเป็นเพราะเรื่องนั้นมีพล็อตและความซับซ้อนของประวัติศาสตร์มาเป็นพื้นฐานให้น่าเชื่อถือและน่าอ่านมากกว่า เหมือนกับการเล่าเรื่องที่มีส่วนของความจริงปนๆอยู่กับเรื่องแต่งแบบเนียนๆก็มักจะสนุกและน่าเชื่อถืออยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่าผู้เขียนท่านใดจะสามารถ สร้างโลกใหม่ในจินตนาการได้เหมือนจริงมากๆ ซึ่งก็มีผู้เคยทำได้และประสบความสำเร็จมาแล้วด้วย

ส่วนการเล่าถึงเรื่องภูติทั่วๆไปในเล่มนี้นั้นก็ดูเหมือนการเล่านิทานซึ่งพล็อตไม่แตกต่างไปจากนิทานกริมม์หรือนิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ทั่วๆไป ผิดกันก็แต่ว่าสำบัดสำนวนของ Susanna Clarke นั้นออกจะร่วมสมัยอยู่มากกว่า เรียกได้ว่าเหล้าเก่าในขวดใหม่ก็เป็นได้แนะนำว่าถ้าหากจะอ่านเรื่องนี้ให้สนุกควรอ่าน Jonathan Strange & Mr.Norrell เสียก่อน จะได้ไม่รู้สึกว่างๆเหมือนถูกปล่อยเกาะอยู่ในโลกที่มีคน มีภูติและมีเรื่องประหลาดเกิดเป็นประจำทุกๆวัน ส่วนที่ดีของเรื่องนี้ก็คือวิธีการเขียนที่ชวนให้เราอ่านตามไปเรื่อยๆและเสน่ห์ของเรื่องพิสดารถึงขั้นเหลือเชื่อที่เกิดกับประชาชนคนธรรมดาด้วยน้ำมือของภูติมันก็ยังทำให้เราลุ้นระทึกไปได้เรื่อยๆว่า มันจะไปจบลงที่ตรงไหน

สรุปได้ว่าเป็นหนังสือที่ออก Dark ทีเดียว แต่ก็อย่างที่ว่า ถ้าไม่ Dark ฉันก็คงไม่ชอบละมัง รู้สึกไปเองว่าหนังสือเยาวชนหรือหนังสือเด็กสมัยนี้เลือดท่วม ตายเป็นเบือ และมืดหม่นกว่าสมัยก่อนเยอะ

หรือเพราะโลกเรามืดลงก็ไม่รู้