Swine Flu Alert!

posted on 01 May 2009 07:24 by liamm in life

ไม่ค่อยจะได้มา exteen เท่าไรในพักหลัง แอบไปหลงอยู่แถวๆอื่น แวะกลับมาอัพอะไรเป็นเรื่องเป็นราวสักนิดหนึ่งก็คงจะพอไหว

ช่วงนี้นอกจากอากาศร้อนแล้วข่าวก็ยังร้อนไปด้วย หลังจากช่วงสงกรานต์ที่เขาสาดกระสุนกันแทนสาดน้ำดูเหมือนอะไรๆจะร้อนกันไปหมด กระทั่งโรคระบาดยังขอมีเอี่ยวร้อนๆด้วยเลย ใช่ละ เรากำลังว่ากันเรื่อง Swine Flu ไข้หวัดหมู หรือไข้หวัดเม็กซิโกที่พึ่งพยายามจะเรียกใหม่เพราะกลัวว่าจะมีผลต่อการขายหมูนั่นเอง

อ้อ กินหมูไม่ติดนะจ๊ะ เพราะตอนนี้มันไม่เกี่ยวกับการกินแล้ว เชื่อมันแพร่เหมือนหวัด จากคนไปสู่คนแล้วล่ะตอนนี้ และด้วยเหตุที่ว่ามันแพร่จากคนไปสู่คนและมียีนของทั้งหมูนกและคนผสมกันนี่แหละ ทำให้มีทฤษกีสมคบคิดว่า เฮ้ย ไอ้เจ้าหวัดหมูเม็กซิโกอันนี้อาจจะหลุดมาจากห้องทดลองแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้นะ แถมมีบางทฤษฏีที่ฝรั่งช่างเพ้อว่าไปถึงกับว่า หรือบริษัทยาปล่อยเชื้อนี้ออกมาจะได้ขายยาได้เยอะๆ

โถ ตอนนี้ไม่มีไข้หวัดหมูโลกก็ย่ำแย่พอแล้ว สงสัยจะดูหนังกันมากไปหน่อยไม๊

แอบคิดถึงตอนสมัยเป็นเด็ก อ่านต่วยตูน เขาบอกว่าชาวมายาสิ้นชาติไปเพราะถูกมนุษย์ต่างดาวจับไป แล้วก็มีหลักฐานมายืนยันความเชื่อเหล่านั้นเป็นเรื่องเป็นราว  คล้ายๆกันเลย

สำหรับหวัดเม็กซิโก (เรียกให้ถูกตามที่กระทรวงท่านพยายามเปลี่ยนสักนิด) ตอนนี้ข่าวจาก WHO ยกระดับเป็นระดับ 5 แปลได้ว่าระบาดจากคนสู่คนอย่างกว้างขวาง ถ้ากลายเป็นระดับ 6 ก็แปลว่าจะเป็นโรคระบาดอย่างสมบูรณ์

ตานี้สมมุตินะคะสมมุติว่าหวัดเม็กซิโกนี้เดินทางไปถึงระดับ 6 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คนจะตายหมดโลกแบบหนังเรื่อง Outbreak หรือ หมดประเทศแบบ 28 Days later หรือเปล่า

เขาบอกว่าธรรมชาติของไวรัสหลังจากช่วง peak ของมันแล้วก็จะเข้าสู่ช่วงที่คนเริ่มจะมีภูมิคุ้มกันซึ่งก็อาจจะเกิดจากทั้งวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ก็จะทำให้การระบาดของไวรัสนั้นลดลง ฟังดูแล้วก็น่าจะช่วยให้เราสบายใจขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายไปเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมี postpeak และ postpandemic ได้อีก แปลว่ายังสามารถระบาดเป็นช่วงๆตามฤดูกาลได้อยู่

ตัวอย่างก็คือ SARS ไข้หวัดนกนั่นไง ทุกวันนี้ยังมีระบาดเป็นพักๆอยู่เลย

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานของผู้ป่วยในประเทศไทยนะ แต่อย่างไรก็ตามเราคงต้องระวังและตามข่าวกันต่อไป เดี๋ยวนี้การเดินทางมันเร็ว เชื้อโรคมันก็เลยแพร่เร็วตามไปด้วย นักวิชาการเขายิ่งว่ากันอยู่ว่ายังไงมันก็คงมาถึงเราแน่ๆแต่จะเมื่อไรเท่านั้นเอง เราคงต้องควบคุมเรื่องนี้ให้ดี ช่วยตัวเองกันหน่อยด้วยการระมัดระวังตัว ล้างมือบ่อยๆ ตอนนี้คงยังไม่จำเป็นต้องใส่ mask ป้องกันเมื่อออกไปในที่ชุมชน แต่ถ้าถึงเวลาและมันมาจริงๆก็คงเป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน

คิดถึงตอนอ่านหนังสือที่มีการพูดถึงไข้หวัดสเปนที่ระบาดในยุโรปเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นก็ตายไปหลายเหมือนกัน แต่ตอนนี้การเฝ้าระวังโรคดีกว่าสมัยนั้นเยอะน่าจะทำให้อะไรๆดีขึ้นได้ด้วย

ประชาสัมพันธ์กันเยอะๆ จะได้เข้าใจว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรและต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจะเข้าทีกว่า

ปล.สุดท้าย ตอนนี้ Tamiflu ยังได้ผลดีอยู่ ภาวนาอย่าให้ดื้อขึ้นมาเลย

ช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังปีใหม่นี้มีเรื่องเยอะมากจนไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี เรื่องของฉัน เรื่องของเขา เรื่องของเราและครอบครัว เอาเป็นว่าฉันไม่บ่นอะไรกับเรื่องพวกนี้จะดีกว่าเพราะมันช่วยอะไรไม่ได้

ตอนต้นๆถึงกลางเดือนมีนาคมฉันได้เดินทางไกลเล็กน้อยไปถึง San Francisco ซึ่งจริงๆฉันเคยไปมาแล้วนะ ครั้งนี้ก็เลยตั้งใจว่าจะไปถ่ายรูปเก็บตกและทำอะไรๆอีกหลายอย่างที่ครั้งที่แล้วพลาดไป แต่ปรากฏว่าครั้งนี้พลาดมากกว่าเดิมอีก ฮ่าๆๆ ไม่ได้อะไรจริงจังนอกจากช็อปปิง (นิสัยเสียมาก!)

ก็มันมิได้อยู่ในอารมณ์จะเดินเที่ยวนี่นา

และนี่... เป็นผลพวงจากความเครียด เอิ๊ก ฉันนอนไม่หลับ แล้วก็เลยลุกขึ้นมานั่งตาค้าง เชื่อไม๊ อยู่เมืองไทยไม่เคยได้นั่งสว่างคาตาแบบนี้เลย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่้ได้มองพระอาทิตย์ขึ้นเต็มๆ

อันนี้เป็นผลจากหน้าต่างห้องนอนของฉัน พอเห็นฟ้าเริ่มสีสวยฉันก็ตะกายออกจากเตียงไปลากขาตั้งกล้องออกมาทันที กว่าจะมะงุมมะงาหราจัดอะไรจนเสร็จเรียบร้อยฉันก็สามารถได้ฟ้าสีน้ำเงินแบบนี้มาแค่รูปสองรูปเอง และนี่ก็เป็นรูปที่ดีที่สุด

เอ้าถัดไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ฉันก็เห็นแบบนี้

ฟ้าเดิมที่สีฟ้าเข้มได้ใจตอนนี้เริ่มจืดเริ่มจางลงบ้าง โอ แสงมันเปลี่ยนเร็วเสียนี่กระไร และในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าฉันก็ได้รูปถัดไปนี่..

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าแสงไม่เคยรอเรา มีแต่เราต้องรอแสง ฮ่าๆๆๆๆ

นี่อาจจะเป็นรูปเพียงแค่สามรูปที่สอนฉันว่า เราต้องเตรียมพร้อม ขาตั้งอยู่ไหน ไม่ใช่ทำแบบฉัน กระโดดขึ้นมาตั้งขาตั้งแล้วก็ทันถ่ายรูปตอนกำลังสวยแค่สองสามรูป แล้วก็ All gone!

จะว่าไปการนอนไม่หลับก็มีข้อดีแฮะ เอิ๊กๆๆๆๆ ไม่งั้นฉันคงไม่มีรูปนี้แหงๆ

ครึ่งวันกับ Jim Thompson Farm

posted on 03 Jan 2009 15:53 by liamm in life

สวัสดีปีใหม่ ลาทีปีเก่า หวังว่าปีนี้เผาจริงจะไม่ร้อนกันเกินไปนักเน้อ

วันปีใหม่หาเรื่องให้ตัวเองปวดเมื่อยด้วยการไป Jim Thompson Farm อีทีแรก ดููแผนที่ร้องว่าโธ่ จิ๊บๆ ขับรถประเดี๋ยวเดียวเอง เลยลำตะคองไปจิ๊ดนึงเลี้ยวขวาไปทางปักธงชัย เดี๋ยวเดียวก็ถึง ชิล ชิลน่า

ที่ไหนได้ จริงๆมันก็คงจะแป๊บเดียวถ้าเป็นทางตรงๆ แต่นี่เป็นถนนสองเลนสวนกันผ่าเข้าไปกลางทุ่งคดเคี้ยว ดีนะที่ยังไม่ได้ขึ้นเขาด้วย เห็นป้ายว่าอีกไม่ไกลจะถึงวังน้ำเขียวก็ให้ตระหนกตกใจว่านี่อิชั้นใจกล้ามาคนเดียวได้ไกลปานนี้เลยรึนั่น

เขาบอกกันว่าเป็นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม มิใช่ว่าจะให้เราไปปักดำนาหรือทอผ้าเลี้ยงไหมเอง เขามีโชว์ให้เราดูเป็น station ต่างๆ มีดอกไม้เมืองหนาวกลางแดดเปรี้ยงของเมืองไทยให้ชมเป็นสวน มีการแสดงเพลงพื้นบ้านเช่นเพลงโคราชในหมู่บ้านโคราช มีฟักทองยักษ์ไฮไลท์ของที่นี่ มีดอกทานตะวันเป็นทุ่งยอดฮิตและมีอ่างเก็บน้้ำให้ชมวิว

นอกจากนี้ปีหนึ่งๆที่นี่เปิดแค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น ปีนี้ก็ตั้งแต่ 20ธค 2551-4 มค.2552 ครั้งต่อไปได้ข่าวว่าจะเปิดช่วงสงกรานต์ แต่คงร้อนตายแน่ๆ

ตอนฉันเข้าไปตามทางคดเคี้ยวราวสามสิบสองกิโลนั้นหารถเข้าไปด้วยยาก แต่เห็นรถสวนออกมาเรื่อยๆให้ใจชื้นว่าคงไม่ผิด แถมป้าย... แต่ละป้ายที่บอกทางของฟาร์มอยู่ห่างกันมาก บางทีฉันแอบหวั่นว่าไม่ใช่เลยแยกไปแล้วหนา แต่ก็ไม่เลวร้ายขนาดนั้น ฉันตามป้ายไปจนถึงฟาร์มโดยสวัสดิภาพ

หน้าฟาร์มรถเยอะ จอดข้างถนนเพียบ เข้าไปลานจอดรถก็เต็มๆทั้งๆที่ตอนนั้นบ่ายสามครึ่งแล้ว ฉันเห็นทุ่งปอเทืองดอกเหลืองอ๋อยที่ปลูกไว้ทำปุ๋ยตั้งแต่จอดรถ ที่เห็นเป็นเงาขาวๆเงินๆอยู่ทางซ้ายมือนั่นคือรถที่มาเที่ยว เยอะใช้ได้เลยล่ะ

ปกติเขาจะไปรอขึ้นรถกันที่จุดแรก แต่ด้วยความที่ฉันจอดรถใกล้ทุ่งปอเทือง ฉันเห็นเขาตั้งโต๊ะอะไรอยู่ก็เลยเตร่เข้าไป ปรากฏว่าเข้าทางนี้ก็ได้ ไม่ต้องรอคิวด้วยแต่ต้องเดินตัดทุ่งไปเองไม่มีรถให้นั่ง ฉันไม่ว่าอยู่แล้วเพราะถ้าจะรอรถนั่งฉันคงบ้าก่อนพอดี คนเยอะมาก ฉันก็เลยเดินดีกว่า ระหว่างทุ่งปอเทืองก็มีต้นสนกั้นกลาง น่าไปถ่ายรูปเป็นที่สุด และแล้วรถก็วิ่งผ่านฉันไป ทิ้งให้ฉันและผู้ร่วมชะตากรรมคนอื่นๆก้มหน้าก้มตาเดินกันต่อ

อันว่าลุงจิมนี้แกรักไหมไทย ทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมจนมีชื่อเสียงมาก แต่เท่าที่ฉันจำได้ลุงจิมแกหายสาปสูญไปตอนระหว่างพักผ่อนที่คาเมรอนไฮแลนด์ในมาเลเซีย หาเท่าไรก็หาไม่เจอ สุดท้ายเลยต้องประกาศว่าเสียชีวิต จำได้ว่าเคยมีสารคดีสั้นๆเรื่อง "ปมไหม" หรือไงนี่แหละที่เอาเรื่องนี้มาทำ

ฉันเดินแฮ่กๆต่อไปตามทางจนถึงจุดที่สอง สวนดอกไม้เมืองหนาวกลางอากาศร้อน ^^ ระหว่างที่หันหลังกลับมาเพื่อมองดูทุ่งปอเทืองเหลืองอร่าม ฉันก็เห็นภาพนี้เข้า ... อืม.. พอจิ้นๆเอาว่าอยู่เมืองนอกนะ ^^

เดินต่อไปอีกหน่อยฉันก็เจอหย่อมดาวกระจายสีส้มสวยใสกับล้อเกวียนหน้าศูนย์ปลูกเห็ด ก็เลยถ่ายรูปมาไว้เสียหน่อย ไม่ได้เข้าไปในโรงเพาะเห็ดเพราะว่าไม่ชอบกลิ่น สมัยเรียนมัธยมเคยเพาะเห็ดในชั่วโมงเกษตรแล้วกลิ่นมันหยึยๆชอบกล ก็เลยขอบายโรงเพาะเห็ดจะดีกว่า

ถัดจากโรงเพาะเห็ดที่ไม่รู้ว่าเห็ดเยอะกว่าคนหรือคนเยอะกว่าเห็ดก็ไปถึงลานดอกไม้เมืองหนาว คนอื้อ... ฉันก็เลยไม่ได้ลงไปถ่ายรูปกับดอกลาเวนเดอร์ทุ่งเล็กๆสีม่วงสวยนั่นเลยเพราะขี้เกียจรอ หันมาอีกทางเจอแต่พิทูเนียแทน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าอยากได้รูปต้องอดทน ฮี่ ฮี่ ฮี่

ด้านหลังสวนเป็นแปลงผักออร์แกนิก ไม่ใช้ดิน ปลูกกับน้ำ มาเป็นแถวยาวเชียว ตอนเห็นฉันก็หิวนะ คือว่าออกมาจากบ้านตอนเที่ยงน่ะ กว่าจะถึงปาเข้าไปบ่ายสามครึ่ง ข้าวก็ยังไม่ได้กิน

ฉันเลยตัดใจ เดินออกจากแปลงผักไปซะก่อน ก่อนที่ผีตะกละจะเข้าสิงและเริ่มคว้าอะไรแถวนั้นกิน จริงๆหน้างานเขาก็มีขาย แต่ตอนนั้นเห็นคนเยอะไง เลยขี้เกียจกิน

รถยังคนเยอะอยู่ ฉันก็เลยเดินตามทางที่เขาบอกว่าเป็น adventure ไป ซึ่งเขาบอกว่าจะไปสุดที่หมู่บ้านโคราช

จริงๆที่หมู่บ้านโคราชจะมีการแสดงมากมาย มีการให้ความรู้เรื่องวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนอีสานด้วย แต่เจ้ากรรม... พอเดินไปถึงฉันก็เห็นรถมาพอดี และด้วยความที่ขี้เกียจรับความรู้มากมายก็เลยกระโดดขึ้นรถไปเสียนี่ เลยหมู่บ้านไปซะงั้น มารู้ทีหลังว่าเขามีกระท่อมเล็กๆ มีทุ่งนาน้อยๆ เป็นความผิดพลาดอันเกิดจากความขี้เกียจโดยแท้จึงไม่ได้รูปงามๆ เป็นความประพฤติที่ไม่ดี ไม่ควรลอกเลียนแบบ

จุดถัดไปเป็นทุ่งดอกทานตะวันและฟักทองยักษ์ ฉันผู้ซึ่งกำลังร้อนและขี้เกียจเข้าคิวถ่ายรูปกับฟักทอง (อีกแล้ว แหะ แหะ) ก็เลยเดินไปถ่ายรูปทุ่งดอกดาวกระจายฝรั่งแทนทุ่งทานตะวันซึ่งไม่ค่อยจะมีดอกให้ชม

คนเป็นล้านตามเคย ^^ ฉันยืนรออยู่พักใหญ่ๆกว่าจะได้รูปนี้มา

เอ้า... ส่วนอันนี้คือมุมไม่หลบคน จริงๆมันหลบไม่พ้นมากกว่านะ

และจากจุดนี้ฉันก็เดินฝ่าทุ่งทานตะวันไปที่อ่างเก็บน้ำ ระหว่างทางก็ทำตัวเป็นคนถ่ายรูปที่ดี ถ่ายดอกทานตะวันไปด้วย เริ่มจากตูมๆก่อน

แล้วก็ดอกบานๆบ้าง

เนื่องจากว่าตอนนี้เริ่มจะใกล้เวลาปิดแล้ว ฉันก็เลยเดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่อ่างเก็บน้ำใกล้ๆต่อ แต่ด้วยเมฆมากเหลือใจ ฉันไม่เห็นพระอาทิตย์สักจิ๊ดดดดดด ได้มาแค่เนี๊ยะ

ตานี้มันก็เริ่มเย็นแล้วล่ะ ทุกคนก็เลยพากันขึ้นรถกลับไปจุดแรกเริ่ม ระหว่างทางฉันก็ได้ยินคนที่เขามาเที่ยวถามถึงที่กินตอนเย็นนี้ แอบหนาวใจเล็กน้อยว่าต้องแน่นแน่ๆเลย อย่ากระนั้น... กลับกรุงเทพดีกว่า

ขากลับ รถติดหน้าฟาร์มโชคชัย ฉันคิดไปไกลว่าวันที่ 3 หรือ 4 นี้สงสัยว่าจะรถติดกันยิ่งกว่านี้ ขอให้คนที่เดินทางกลับมาใจเย็นๆกันด้วยละกัน เดินทางหน้าเทศกาลก็จะมีความลำบากแบบนี้แหละ

ฉันว่าที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่สามารถไป one day trip ได้สบายๆ อย่าทำแบบฉันที่ออกจากบ้านเที่ยงกว่าก็พอแล้ว เอิ๊ก จะได้มีเวลาเที่ยวเยอะๆหน่อย สำหรับฉันเองแล้วดูมันเร่งด่วนไปนิด

เสียดายว่าไม่ได้ซื้อของที่ฟาร์มเลย ครั้งหน้าว่าจะช็อปปิ้งสักนิดหน่อย อยากได้น้ำผึ้ง เขาว่าผึ้งที่นี่ดูดน้ำหวานจากดอกลำไย ซึ่งจะให้น้ำหวานที่หวานมาก เอิ๊ก ชีวิตต้องการความหวานสักหน่อยเพราะปกติเป็นพวก "อ่อนหวาน" ไง

ครั้งหน้า ฟาร์มจะเปิดให้ชมช่วงสงกรานต์ คนคงเยอะแหละ และร้อนด้วย ถ้าได้ไปก็จะถ่ายรูปมาเปรียบเทียบใหม่ว่ามีอะไรต่างไปไม๊

คอนนี้ขอไปนวดก่อน... ขับรถนานๆ เมื่อยเป็นบ้าเลย

 

 

It is Christmas!

posted on 24 Dec 2008 22:36 by liamm in life

We wish you a merry Christmas! ฉันตั้งท่าจะแหกปากร้องเพลงนี้ตั้งแต่เช้าแต่เข้าใจว่าจะสะเทือนรูหูคนที่บ้านจึงระงับเอาไว้ก่อน แต่ฉันรู้สึกว่ามันควรจะร้องในวันที่ 24-25 จริงๆนะ

แต่เอาเข้าจริงเพลงคริสต์มาสเพลงโปรดของฉันกลับกลายเป็น Santa Claus is coming to town ฉันว่ามันน่ารัก จังหวะน่าขยับแข้งขยับขาดีออก ปีนี้ฉันไม่ค่อยต้องทำหน้าที่ Santa ไปแจกของขวัญเท่าไรนัก แต่ก็ยังมีมาให้ทำประปรายเป็นกระษัย

เอาล่ะ เพื่อเข้ากับเทศกาล โพสรูปดีกว่าไม๊....

ฝีมือยังไม่ไปไหนแต่รักจะถ่าย(รูป)ค่ะ

Locaction : ที่ยอดฮิตติดดาวของชาวกรุงหากจะถ่ายรูป.... หน้า Central World (ใครๆก็รู้เน้ ตัวหนังสือใหญ่เบ้อเร่อ)

ได้ข่าวว่าอันที่จริงเขาสีฟ้า น้ำเงิน แต่ด้วยความชอบสีนี้เป็นพิเศษฉันจึงจัดการกับโฟโต้จอบด้วยความรู้อันน้อยนิดทำให้มันเป็นสีม่วงที่ฉันชอบเสียจะดีกว่า ปล. ปีนี้แฟชั่นสีม่วงมาแรงจะขอบอก

การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า..หรือเปล่า... ส่งเข้าประกวด

สังเกตเห็นว่าคนห้าล้านเจ็ดแสน ฉันเอากล้องไปถ่ายยังเขินเลย ไม่รู้จะเขินอะไรกันเพราะคนที่เขาตั้งท่าโพสถ่ายรูปกันยังไม่เห็นจะเขินเลยสักนิด ฉันเป็นคนถ่ายแท้ๆจะเขินไปทำแป๊ะอะไรไม่ทราบ

หรือฉันจะเขินที่ไม่มีนางแบบหรือนายแบบส่วนตัวเหมือนคนอื่นเขา อื่ม เป็นได้

มามะ ไปหานายแบบกันดีกว่า พ่อตุ๊กตาทหารหน้าขำๆยืนอยู่หน้า Penninsula นี่ก็น่ารักไปอีกแบบนะ

แต่น้องทหารที่ยืนใกล้ๆดูเหงาหงอยพิกล มีแต่คนเดินผ่านไปผ่านมา ไม่สนหนูเลย

เอาล่ะ ไหนๆก็ไหนๆ ไม่มีตุ๊กตาหิมะก็คงไม่เหมือนคริสต์มาสใช่ไหม จัดให้....

ตอนฉันไปเยี่ยมน้องเมื่อปีก่อน ฉันทำตุ๊กตาหิมะได้ตัวกระจึ๋งนึงเพราะเย็นมือมาก แถมยังเป็นตุ๊กตาไม่สมประกอบเสียอีกเพราะไม่มีจมูก (ฮา)

พูดถึงคริสต์มาสนึกได้อีกเรื่อง เขาบอกว่าถ้าเป็นเด็กดีจะได้ของขวัญ ถ้าเป็นเด็กไม่ดีจะได้ถ่าน วันนี้ฉันเลยถามเพื่อนๆไปว่า... คิดว่าตัวเองจะได้ถ่านหรือเปล่า ฮ่าๆๆๆๆๆ  

ปล. ยังขาดที่หน้าพารากอน ยังขี้เกียจอยู่และยังคนเยอะอยู่ ว่างก่อนจะไปเก็บ

ปปล. ถ่ายรูปกลางคืนยากจัง...นี่่ถ้าไม่ใช่ดิจิตอลเห็นทีจะหมดตัวได้ ...

RIP นะ.. กะทิ

posted on 19 Dec 2008 15:38 by liamm in life

วันนี้กะทิก็จากฉันไปในที่สุด หลังจากไปนอนโรงพยาบาลมาจะครบอาทิตย์พอดี

ครั้งนี้เหมือนกะทิรู้ตัวเลยเพราะงอแงมากๆเวลาไปเยี่ยม ร้องงี๊ดง๊าดตลอดเวลา บ่นโน่นนี่ตลอด จริงๆดูเหมือนอาการจะดีขึ้นเสียด้วยซ้ำแต่เมื่อวานหมอบอกว่ากะทิเลือดจางมาก หายไปเยอะเลยในระยะเวลาแค่สองวัน เขาก็เลยขอเลือดมาให้

เมื่อวานตอนเย็นกะทิได้เลือดไป 150 cc  ฉันนั่งอยู่กับกะทิจนโรงพยาบาลเขาปิด (ประมาณสองทุ่มครึ่ง) ตอนนั้นกะทิยังดีอยู่ เหนื่อยนิดหน่อยเพราะซีดมาก แต่ก็กระโดดโลดเต้นตอนที่ฉันไปหา จนสุดท้ายฉันต้องอุ้มกะทิเกือบตลอดเวลาที่ให้เลือด

ฉันกลับบ้านด้วยความรู้สึกสบายใจว่าดีไม่ดีพรุ่งนี้ก็จะพากะทิกลับบ้านล่ะ เพราะครั้งที่แล้วพอได้เลือดเข้าไปอาการเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่พอฉันไปเจอกะทิตอนเช้าวันนี้ฉันตกใจมาก หมาน้อยของฉันนอนซึม มีแรงแค่กระดิกหางนิดหน่อยตอนฉันเข้าไปเยี่ยมเท่านั้นเอง

หมอบอกฉันว่าตอนเที่ยงคืนยังดีอยู่ แต่เช้านี้ดูปวดท้อง นอนเกร็งๆ แตะท้องไม่ได้เลย ตัวเกร็งตลอดเวลา หมอจะให้ยาแก้ปวดแล้วพาไปทำ ultrasound ดูว่าในท้องเป็นอะไรไหม ฉันยืนลูบหัวกะทิอยู่ข้างกรงตลอดจนเห็นกะทิฉี่ออกมา ฉันตกใจมาก รีบเรียกหมอเข้ามาดู เพราะสีฉี่ของกะทิเหมือนคนที่เม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันมาก

คิดเอาเองว่าน่าจะเป็นปฏิกิริยาจากการให้เลือดที่ทำให้กะทิแย่ลงขนาดนั้น หลังจากนั้นหมาน้อยก็ซึมลงๆ เกร็งมากขึ้น ออกซิเจนในเลือดก็ต่ำลง เริ่มมีน้ำในปอด เริ่มมีน้ำในท้อง ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมง

ตอนหมอย้ายกะทิไปให้ออกซิเจนดูเหมือนว่ากะทิรู้ตัวมากขึ้นนิดหน่อย ลืมตาได้แต่ท้องบวมมาก หมอบอกฉันว่าสงสัยจะแย่ ไม่น่าจะอยู่เกินสองวันและถามว่าฉันจะรับกะทิกลับบ้านไหม

ฉันมองหน้ากะทิที่นอนซึมอยู่ในตู้ให้ออกซิเจน หายใจหอบ ฉันไม่รู้ว่าจะทำใจเห็นกะทิเป็นแบบนี้ที่บ้านได้ไหมก็เลยถามหมอว่ามีอะไรไหมที่จะช่วยให้เขาสบายๆได้ หมอบอกว่าก็ฉีดยาให้เขาหลับ

ตอนที่ฉันเข้าไปลูบหัวกะทิ บอกว่ากลับบ้านกันเถอะนะ กะทิมีแรงแค่เหลือบตามามองแล้วกระดิกหางสองสามทีเท่านั้นเอง ฉันร้องไห้ตลอดระหว่างที่หมอฉีดยาจนกะทิหลับไป

ขอบคุณคุณหมอที่ช่วยไม่ให้กะทิทรมานมากไปกว่านี้

กลับบ้านเรากันนะกะทิ.... กลับบ้านแล้วไม่ต้องไปไหนแล้วนะ