diary

Come back again

posted on 16 Jan 2011 14:39 by liamm in diary
หลังจากหายไปหนึ่งปีเต็ม ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาก็กลับมาหา exteen เหมือนเดิม ไม่รู้เป็นไรซิน่า เขียนเก็บไว้ที่อื่นมันไม่มันส์สะใจยังไงก็ไม่รู้ สุดท้ายก็กลับมาตายรักรักเก่า ฮ่าๆๆๆ
จะว่าไปก็ไม่น่าจะมีอะไรใหม่มากนักในชีวิต แต่สังเกตว่าเวลาอัพบล็อคทีไรนั่นแปลได้ว่ากำลังมีวิกฤตการณ์ชีวิตเสียทุกที
ครั้งนี้ก็ไม่เว้นนะ หึ หึ
แต่เชื่อว่าคนไม่ได้อยากมาอ่านเรื่องเฮงซวยของชีวิตจขบ.สักหน่อย ดังนั้น ... ไม่อัพเรื่องนี้ละกัน ฮา...
ปีหนึ่งผ่านไป มีอะไรบ้าง
ได้หมาน้อยมาเลี้ยงใหม่ตัวหนึ่ง ชื่อสโนว์ เรียกเล่นๆว่า "โนวโนว" นามสกุล "ลีลาเยอะ" เดี๋ยวค่อยอัพสโนว์เดลี่อีกทีหลังจากนี้ละกัน หลังจากได้หมาน้อยมา หมาก็ป่วย ดวงเรานี้ช่างสมพงษ์กับหมาป่วยซะจริงๆ แต่ตอนนี้ดีแล้ว สุขภาพดีพอสมควร วิ่งเล่นได้ทุกวัน น่ารักน่าฟัด
เป็นปีเฟื่องฟูของ Social network หลายรูปแบบ อาทิ
นกน้อยทวิตเตอร์จ๊อกแจ๊กจอแจ ต่างคนต่างพูดเหมือนนกกระจอกแตกรัง สนุกดี
เฟซบุคเจ้าตำรับมั่นใจว่าคนไทยล้านคนเกลียด...(เติมคำในช่องว่าง)....
ฮิห้า ตกกระป๋องไม๊... ไม่รู้ แต่เราไม่ชอบฮิห้าอยู่แล้ว มันดูสก๊อยมาก ไม่เคยแวะเวียนเข้าไปนานแล้ว
โฟร์สแควร์ตามสตอล์กเกอร์ชาวบ้านไปทุกแห่งหน ความเห็นส่วนตัวไม่เคยเกทว่าจะประกาศไปทำไมว่าเราอยู่ที่ไหนตอนนี้
เป็นปีของ Apple และ iPhone แหม ช่างโดนใจเสียจริงๆ
และเป็นปีที่วางแผนอะไรไม่เคยได้ตามแผนเลย สักเรื่อง
 
เอาน่ะ ปีนี้มาใหม่ เอาใหม่กันอีกซักตั้งแล้วกัน

Morning news: สารหนู

posted on 27 Feb 2008 10:06 by liamm in diary, life

ฟังข่าวตอนเช้าระหว่างขับรถแล้วก็มีเรื่องเมาท์อีกตามเคย

เมื่อสองสามวันก่อนพึ่งฟังข่าวว่ามีคนส่งเค้กให้นักเรียนในโรงเรียนพานิชย์แห่งหนึ่งกินแล้วก็เกิดอาการท้องเสียกันระนาว คาดว่าน่าจะมีผู้ไม่หวังดีส่งมาให้ มาวันนี้ความจริงเปิดเผยแล้วว่าเป็นเพื่อนนักเรียนหญิงโรงเรียนเดียวกันนั่นแหละที่ไม่ถูกกัน มีเรื่องกันอยู่ เลยสั่งเค้กผสมสารหนูให้กินซะงั้น

สารหนู (Arsenic) เนี่ยนะ....

เดี๋ยวนี้เด็กๆเราทำกันถึงขนาดนี้แล้วหรือ

พาลนึกไปถึงเรื่องที่มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะถูกเพื่อนๆแกล้งทางอินเตอร์เนท ส่งข้อความด่าและ etc จนสุดท้ายเด็กคนนั้นเครียด ฆ่าตัวตายไปเลย จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเรื่องเกิดที่อเมริกานะ (ถูกผิดใครรู้ก็ช่วยบอกทีเถอะค่ะ)

สังคมเดี๋ยวนี้เป็นอะไรไปแล้ว ยิ่งโลกแคบอยู่แค่ปลายนิ้วแต่เรื่องอันตรายก็ตามจี้ก้นมาติดๆเหมือนกัน

เลยรู้สึกว่าเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายนี่ความ "ร้าย" มันต่างกันเหมือนกันนะ เด็กผู้ชายไม่ชอบกันก็แกล้งกันตรงๆ ฟาดปากกันถ้าไม่ชอบขี้หน้า หรือถ้าหนักๆแบบสมัยก่อนก็รุมตื้บกันเป็นทีม แต่เด็กผู้หญิงมีวิธีแกล้งกันที่ต่างออกไปเยอะเลย เหมือนกับใช้ความรุนแรงไม่ได้แต่ก็อาศัยเรื่องอื่นว่างั้นเถอะ

เอาเข้าจริงสังคมของเด็กผู้หญิงแอบน่ากลัวเหมือนกัน

สมัยที่ฉันยังเป็นเด็กมัธยมต้น ฉันมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นคนหน้าตาน่ารัก พูดจาอ่อนหวานอยู่เสมอ เรียนก็เก่ง จิตใจดี มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา เพื่อนส่วนมากและครูรักเธอด้วยความที่เธอเป็นเด็กดี แต่เชื่อไหมว่าเพื่อนๆหลายคนไม่ชอบเธอเอามากๆทั้งๆที่เธอเป็นคนดีจริงๆ ไม่ใช่แกล้งตอแหล มีเพื่อนหลายคนเป็นตัวตั้งตัวตีพูดจาลับหลัง (นินทาน่ะแหละ) ถึงเพื่อนคนนี้บ้าง

ฉันเองไม่ได้ถึงขั้นเกลียดเธอหรอกนะ แต่ก็รู้สึกนิดๆว่าอะไรมันจะเป็นคนดีปานนั้น แต่ตอนที่เพื่อนหลายคนรวมหัวกันล้อเลียนเธอฉันก็ทำเฉยๆ ไม่สนับสนุนแต่ก็ไม่ได้ช่วยเหลือด้วยความที่ไม่อยากถูกตัดออกจากกลุ่มว่างั้นเถอะ

ด้วยคุณสมบัติแบบที่มีเธอน่าจะติดกลุ่ม "เด็กป๊อป" ในห้อง แต่แทนที่เธอคนนั้นจะสนิทกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆอย่างที่ควรจะเป็น เธอกลับแยกไปมีเพื่อนสนิทเป็นพวกเงียบๆ นั่งกินข้าวกลางวันกันสองสามคน แตกต่างไปจากกลุ่มฮาเฮประจำห้องกลุ่มเบ้อเริ่มที่หัวเราะสนุกสนานบนโต๊ะอาหารกลางวันยาวเหยียด

ฉันย้ายโรงเรียนตอนมัธยมสี่ เลยห่างเหินเธอไปพักหนึ่ง นานเหมือนกันกว่าเราจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง วันนี้เธอก็ยังคงความเป็นคนดีได้อย่างสม่ำเสมอ เราสนิทกันมากขึ้นและได้เคยมีโอกาสพูดเรื่องสมัยเป็นเด็กกัน เธอบอกว่าจริงๆเธอก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเพื่อนถึงไม่ชอบเธอ ทำไมเพื่อนๆถึงได้ชอบล้อเลียนเธอนัก และเธอก็พยายามดีกับเพื่อนๆกลุ่มนั้นให้มากขึ้นแต่ก็กลายเป็นว่าเพื่อนล้อเธอหนักขึ้นกว่าเดิม จนสุดท้ายเธอเลือกที่จะไม่สนใจและหันไปหาเพื่อนกลุ่มที่ยอมรับเธอแทน

ตอนนี้ฉันว่าฉันเข้าใจแล้วล่ะว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร

"ความอิจฉา" นั่นแหละที่ทำให้เด็กผู้หญิงร้ายกาจได้ปานนั้น ก็แค่ว่าเธอสวย เธอเป็นคนดี และเพื่อนๆก็รู้ว่าเธอดีจริงๆนั่นแหละที่ทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปอีก

ประมาณว่า...อีนี่ดีนักใช่ไม๊ ... ดูซิ... จะดีไปได้อีกสักเท่าไรกันเชียว

ลึกๆฉันเชื่อว่าหลายคนคงไม่สบายใจนักเหมือนกันที่แกล้งคนดีอยู่ได้ เหมือนฉันเองที่ถึงแม้ไม่เคยแกล้งเธอจริงจังแต่ก็เหมือนมีส่วนสนับสนุนกลายๆเพราะไม่ได้ห้ามปรามคนที่ตั้งหน้าตั้งตาแกล้งเพื่อน ฉันรู้สึกผิดนะกับเรื่องนี้

ลองคิดในทางอื่น ถ้าเด็กคนอื่นๆไม่โชคดีอย่างเพื่อนของฉันที่ยังมีคนยอมรับเธอล่ะ โลกของเด็กจะเป็นอย่างไร

สยอง... ยิ่งกว่าดูหนังสยองขวัญเสียอีกแน่ะ การไปโรงเรียนคงเหมือนไปนรกเลยทีเดียว

แต่สมัยก่อนก็คงแค่นี้แหละ เดี๋ยวนี้การแกล้งกันพัฒนาไปเยอะ

เมื่อก่อนแค่กลับบ้านได้ก็รอดแล้ว เดี๋ยวนี้เปิดเมลก็เจอ

เมื่อก่อนทนแค่อยู่ที่โรงเรียน เดี๋ยวนี้ไม่รอด อยู่ที่ไหนก็เจอ

ทางแก้.... อยู่ที่ไหน ในเมื่อควบคุมไม่ได้แบบนี้

ทางแก้อยู่ที่จิตใจนะ ฉันว่า ต้องเริ่มตั้งแต่สอนให้จิตใจดีนั่นแหละ ไม่มีคนแกล้งคนถูกแกล้งก็ไม่เกิดใช่ไหม พ่อแม่คงต้องใกล้ชิดเด็กๆมากขึ้น ใส่ใจมากขึ้น เวลามีปัญหาเขาจะได้คุยกับเราได้ สอนสิ่งดีๆให้เขา ถือคติว่าเราสอนลูกเราได้แต่เราสอนลูกคนอื่นไม่ได้นิ

เชื่อว่าอย่างไรเสียมันคงไม่มีทางเป็นสังคมยูโทเปียไปได้หรอก เรื่องแบบนี้ก็คงจะยังมีอยู่นั่นแหละเพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่อย่าให้ดีกรีความแรงมันกระฉูดจนเกินไปเท่านั้น

ส่วนไอ้ประเภทใส่สารหนูแก้แค้นแบบในข่าวนี่ออกแนวเกินไปหน่อย ผู้ปกครองพิจารณาด่วน