book

Stardust:Fairy Tale

posted on 30 Jun 2008 18:01 by liamm in book

จำได้เมื่อตอนได้ดูหนังเรื่องนี้บนเครื่องบินไปหาน้องสาวเมื่อปลายปีก่อนยังแอบขำอยู่ว่ามันตลก พอได้อ่านหนังสือของพี่ Neil Gaimanพึ่งรู้ว่ามันตลกยิ่งกว่า

ไม่รู้ล่ะ สงสัยจะ spoiler เยอะแยะ แต่ตอนนี้คนที่ไม่ได้ดูก็คงหายอยากดูไปแล้วหรือไม่ก็ได้ดูไปแล้ว ตลกมากก็ตอนที่น้องดาวสาวน้อยถูกพระเอกทริสทันถามว่าเป็นดาวแล้วทำไมถึงตกได้ล่ะ แม่สาวดาวก็ตอบว่า ก็เพราะไอ้นี่ไง ... แล้วก็ยกสิ่งที่ทำให้เธอตกลงมาเอามาโชว์ ซึ่งไอ้นี่เป็น The power of Stromhold ใครที่มีเชื้อสายตระกูลนี้ได้ไปก็จะกลายเป็นผู้ปกครองลำดับที่แปดสิบสอง (ลำดับที่แปดสิบเอ็ดตายหลังจากขว้างไอ้นี่ลงมาไม่ถึงนาที)

เรื่องของเรื่องคือมีใครก็ไม่รู้ (จริงๆคนอ่านน่ะรู้นะว่าใคร แต่สาวดาวเขาไม่รู้ ก็เขาร้องเพลงอยู่กับพี่น้องดีๆนี่นา) เขวี้ยงไอ้สิ่งนี้ลงมา แล้วไอ้นี่ก็โดนหัวเธอโป๊กหนึ่งเธอก็เลยกลายเป็นดาวตก เอ๊า.... คิดภาพตามแล้วอย่างขำ

ช่างกล้าเขียนได้นะคะพี่ Neil มุขแบบ.... เถรตรงมากกกกกก ขอบอก แต่ก็ชอบ ฮ่าๆๆๆๆ

เสียดายนิดเดียวเอง เรื่องสั้นไปนิด ถ้าพี่ Neil เขียนให้ยาวกว่านี้จะได้อ่านมันส์ๆหน่อย เป็นอีกคนที่เขียนเรื่องแนวๆนี้ได้ขำมาก

แถมบรรดาพี่น้อง Lilim ในหนังนั่นก็ดูฮาไปนิดนึงจริงๆ ในหนังสือถึงแม้จะบทไม่เยอะมากนักแต่ก็มีอะไรให้ได้คิดกับคนแก่ที่ตั้งใจจะอยากเป็นสาวตลอดไปด้วยการเอาหัวใจของสาวดาวนั้นมาทำเป็นยาอายุวัฒนะซึ่งสุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ถึงแม้จะต้องฆ่าต้องแกงกันก็คงไม่สำเร็จอยู่ดี เพราะอะไรคนที่อ่านหนังสือก็คงจะตอบได้

แต่เชื่อไม๊ว่ามันไม่ใช่เทพนิยายแบบ And they live happily ever after อ่านถึงตอนจบแล้วแอบเศร้า... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

คิดถึงนิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน เรื่อง Little Mermaid ตอนอ่านเด็กๆรู้สึกว่าทำไมมันเศร้าแบบนี้ เวลาดูหนังดิสนีย์เลยทำใจไม่ค่อยจะได้ ตอนที่อ่านแล้วเห็นเจ้าชายไปรักเจ้าหญิงคนอื่นแล้วแต่งงานกับเจ้าหญิงคนนั้นทิ้งให้เงือกน้อยของเราใจสลายกลายเป็นฟองน้ำในทะเลไป เล่นเอาฉันเศร้า

ไม่เข้าใจอยู่ตั้งนานว่าทำไมต้องเขียนนิทานเด็กให้เศร้าด้วย ตอนนี้ชักจะเริ่มเข้าใจ ฮ่าๆๆๆๆ ชีวิตจริงมันเศร้านี่เอง

เหมือนกันกับ Stardust แม้จะไม่ถึงขนาดเศร้าร้อยล้านหยดน้ำตาแต่มันก็มีความเศร้าแฝงอยู่ในเรื่อง ตั้งแต่สาวดาวชื่อวิเวียนที่จู่ๆก็ต้องจากบ้านบนท้องฟ้ามา ไม่มีทางกลับไปได้ หรือว่าพ่อหนุ่มทริสทันที่ดูเหมือนแม่จะไม่ค่อยรักแต่โชคดีเกิดมาเป็นคนมองโลกในแง่ดี หรือจะเป็นคุณพ่อของทริสทันที่ดูแล้วไม่รู้ว่าจะมีความสุขไม๊ในเมื่อตัวเองถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วจากการไปงานออกร้านของภูติในครั้งนั้น

ตอนจบ... ย่อหน้าสุดท้ายๆ อ่านแล้วเศร้า ต้องไปอ่านเองจะดีกว่าไม๊ ^^

ท้ายสุด สงสัยพี่ Neil จะซี๊ปึ้กกับ Susanna Clarke ผู้เขียนเรื่องโจนาธาน สเตรนจ์กับมิสเตอร์นอร์เรล เห็นพูดถึงกันออกบ่อย เพื่อนร่วมอุดมการณ์ในอาณาจักรภูติ ว่างั้นเถอะ ก็ดีนะ เผื่อสองคนนั่นเขาจะสามารถแชร์พล็อตอะไรแล้วมีหนังสือใหม่เจ๋งๆให้อ่านอีกได้

ก็รออยู่ ขอบอก.....

ปล. สเปนเป็นแชมป์ สงสัยนักเตะจะรวยอื้อ

ปปล. คนยิงเป็นเด็กลิเวอร์พูล ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เวลาว่างก็ไม่ใคร่จะมีเท่าไรแต่ก็ยังอยากจะอ่าน

รูปอิสตันบูลตอนไปเที่ยวเก็บลงไหดองไว้ก่อน ทำเสร็จแล้วค่อยมาแปะอีกทีแล้วกัน ได้ข่าวว่ารูปเยอะจัดแต่ใช้ได้น่ะไม่เท่าไร นี่แหละความยากของการถ่ายรูป เป็นโชคร้ายของคนถ่ายรูปไม่ค่อยเป็นเช่นฉัน 

เรื่องปวดใจของฉัน... เออ... กำลังทำใจค่ะ กำลัง in progress อยู่ ตอนนี้ยังไม่อาจให้ความกระดืบคืบหน้าใดๆได้ (แล้วใครอยากรู้เรื่องของฉันกันรึนั่น)

ว่างๆ และบ้าๆ เลยหยิบหนังสือดอง*ออกมาชุดหนึ่ง

*หนังสือดอง มีความหมายว่าหนังสือที่ซื้อมาแล้วไม่ได้อ่านสักทีไม่ว่าจะด้วยเหตุขี้เกียจ เบื่อ หมดความสนใจไปก่อนหรืออะไรก็ตาม เข้าข่ายดองทั้งสิ้น

ไอ้หนังสือดองที่ว่านั่นเป็น Arthurian Saga อีกตามเคย ใครหลายคนคงคิดว่าฉันเป็นอะไร วนๆเวียนๆอยู่แถวๆนี้แหละ ก็เกิดมาเป็นเด็กแฟนตาสี่นี่คะโตมาก็ยังเป็นผู้ใหญ่แฟนตาสี่อยู่ คาดว่าจนแก่ตายไปก็จะยังเป็นผีแฟนตาสี่เช่นเดิม รักเดียวใจเดียวอะไรจะขนาดนั้นก็ไม่รู้! เมื่อเป็นอย่างนี้จะให้ไปไหนไกลๆได้

แล้วเรื่องอัศวินโต๊ะกลมโต๊ะรีอะไรนี้มันก็ออกจะน่าสนใจ ไม่รู้ล่ะ ใครไม่สนฉันสนก็แล้วกัน เอนทรีตามใจคนเขียนอยู่แล้วนี่นา

หนังสือมีสามเล่ม  The Crystal Cave, The Hollow Hill และ The Last Enchantment ซึ่งอยู่ในมือมานาน พึ่งได้ฤกษ์หยิบมาอ่านก็ครั้งนี้ พอหยิบมาถึงได้รู้ว่าเรามีขาดไปเล่มนึง The Wicked Day ซึ่งเป็นเล่มที่สี่

ปล. ยังไม่มีเวลาหาดูอีกว่าจนถึงตอนนี้มันออกมาเกินสี่เล่มหรือยัง

Who is she? ใครเขียนกันหรือนั่น.....

ผู้เขียนเรื่องนี้เป็นคุณหญิง Lady Mary Stewart ที่อ่านไปอยากจะเปลี่ยนชื่อคุณหญิงเป็น Mary Sue แทน จะเป็นเพราะอะไรนั้นเดี๋ยวจะได้รู้กันในลำดับถัดไป

อันว่าคุณหญิงสจ๊วตนี้เป็นคนอังกฤษขนานแท้และดั้งเดิม แต่งงานกับท่าน Sir เลยเป็น Lady ไปด้วย เขียนนิยายมาตั้งแต่ก่อนฉันเกิดอีกแน่ะ (นั่นแปลว่านานมาก มาก) นอกจากเรื่องนี้แล้วคุณหญิงยังเขียนหนังสือสำหรับเด็กเรื่อง The little broomstick และ Ludo and the star house อีกด้วย

Who does the book refer? แล้วเขาพูดถึงใครกันหนอ....

แน่นอน เรื่องทั้งสามเล่มนี้พูดถึงชีวิตของพ่อมดหรือผู้วิเศษคนโปรดตลอดกาล ประมาณ Forever fevorite ของฉัน  นั่นก็คือเมอร์ลิน เริ่มตั้งแต่วัยเด็กของเมอร์ลิน ตอนโต ระหว่างทางระหกระเหินหาวิชาความรู้ (ตกลงเมอร์ลินเป็นจอมยุทธ!) จนกระทั่งกลายเป็นผู้ช่วยเหลือให้กษัตริย์อาเธอร์ได้ครองบังลังก์

แต่ถ้าหากในเรื่องนี้ใครอยากเห็นเมอร์ลินเป็นผู้วิเศษแบบที่เคยคิด เห็นทีจะผิดหวังเช่นที่ฉันรู้สึกนิดหน่อย

เปล่า ไม่ใช่คุณหญิงเขียนไม่ดี เพียงแต่ฉันอาจจะไม่คุ้นเคยกับเมอร์ลินที่เป็นคนธรรมดาแต่บังเอิญมีญาณหยั่งรู้แบบแว๊บๆเท่าไรนัก ฉันคุ้นกับเมอร์ลินในภาพของผู้วิเศษมากกว่าไม่ว่าจะเป็นผู้วิเศษแบบ typical ผู้วิเศษหรือจะเป็นผู้วิเศษจิตป่วนแบบที่ T.H. White เขียนไว้ใน Once and future king ก็ได้

แต่ชีวิตในแง่จริงๆจังๆของเมอร์ลินก็ดูสนุกใช่น้อย

ไม่สปอยล์กันมากไปกว่านี้ แต่ขอบอกว่าคุณหญิงสามารถจับแพะชนแกะระหว่างตำนานของเมอร์ลินและความจริงที่อาจพอเป็นไปได้ได้อย่างดีทีเดียว นับเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่นักเขียนดีๆจำเป็นต้องมี

คนที่อยากรู้ว่าเมอร์ลินมีพ่อเป็นปีศาจจริงหรือเปล่าก็คงได้ร้องอ้าวกันคราวนี้ ก็บอกแล้วว่าเรื่องมันดำเนินไปตามตำนาน แต่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นไปได้ในทางโลก สำหรับคนชอบแฟนตาสี่แบบฉันก็เลยประดักประเดิดไปนิดหน่อย แถมตรงๆกลางๆเรื่องทีไรก็รู้สึกว่า เอ.... จะอืดไปนิดหรือเปล่า

Merlin VS Merlin เมอร์ลินแบบไหนที่ถูกใจท่าน........

สำหรับคนชอบเรื่องจริงๆจังๆ เมอร์ลินฉบับนี้น่าจะถูกใจไม่น้อย เมอร์ลินเป็นเด็กหนีออกจากบ้าน เป็นนักการเมือง เป็นล็อบบี้ยิสต์ ฮ่าๆๆๆๆ แต่ก็แอบแมรี่ซูเป็นช่วงๆ ส่วนสำหรับฉันเมอร์ลินเป็นพ่อมด  ไม่มีทางที่เมอร์ลินจะเป็นคนธรรมดาๆไปได้ คนฉลาดก็คือคนฉลาด แต่คนที่มีอำนาจวิเศษเป็นเรื่องที่ต่างออกไป

อาจมีใครแย้งก็ได้ว่า ถ้านำความรู้สมัยปัจจุบันไปใช้กับสมัยโบราณนั่นก็อาจจะเป็น Magic ได้เช่นกัน

ฉันไม่เถียง นั่นทำให้ฉันรักเมอร์ลินผู้มีชีวิตกลับหน้าเป็นหลังใน Once and future king หมดใจ ถึงแม้ว่าตอนหลังเมอร์ลินจะกระทำตัวเป็นเจ้าพ่อสภากาแฟใน The book of Merlin ไปนิดก็เถอะ

********************

โดยรวมทั้งหมดถ้าชอบArthurian saga ก็อ่านเถอะ คิดว่าเป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแบบจริงๆจังๆหน่อยก็ได้

ตอนนี้ฉันขอลาไปอ่านเรื่องอื่นก่อน เอาแบบแฟนตาซีหลุดโลกไปเลย จริงจังพอแล้ว ชีวิต!

 

ปล. หนังสือชุดนี้หาซื้อได้ที่คิโนะคุนิยะ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังมีอยู่หรือเปล่าค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่าช่วงนี้ขาดแคลนหนังสืออย่างหนักและไปอ่านนิตยสารเล่มหนึ่งเขาสัมภาษณ์นักเขียนและนักแปลบางท่านว่าช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่ มีอยู่ท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ ความจำปลาทองจากการทำงานมากเกินไป) ท่านบอกว่ากำลังอ่าน "จอมโจรยูเจนิดิส" อยู่ และบอกด้วยว่าสนุกมาก

เห็นมาสักพักแล้วบนแผงหนังสือแต่ว่าไม่ได้หยิบขึ้นมาสักที แล้วฉันก็พึ่งรู้ว่าจริงๆมันคือเรื่อง The Thief ที่ฉันซื้อมาดองเค็มเอาไว้จนได้ที่แล้วนั่นเอง คือตอนนั้นซื้อมาพร้อมกันกับ The Midas' box แล้วก็ปันใจไปอ่านเรื่องมืดๆในสไตล์ของ G.P.Tyler เสียก่อน พออ่านจบก็เลยลืม The Thief ไปเลย ขออภัยอย่างแรง ว่าแต่ไม่มีใครเขารู้หรอกนะว่าอ่านหรือไม่อ่านน่ะ เอิ๊กๆ

เนื่องด้วยหนังสือออกมานานนม คงมีคน review ไปหลาย แต่แค่อยากจะกล่าวถึงมันในบางแง่บางมุมที่สะดุดใจคนอ่านเรื่องมากแบบฉันเท่านั้นแหละ

อารัมภทเพื่อเข้าเรื่องก่อนว่าหนังสือชุดนี้มีสามเล่ม The Thief, Queen of Attolia, King of Attolia หรือในชื่อภาษาไทยว่า จอมโจรยูเจนิดิส ราชินีแห่งแอทโตเลีย และราชันแห่งแอตโทเลีย

เป็นเรื่องของอาณาจักรสามอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกันซึ่งทั้งสามอาณาจักรนี้ก็มีความเชื่อ แนวปฏิบัติและการปกครองแตกต่างกันออกไป อาณาจักรซูนิสมีราชาเป็นผู้ปกครองในขณะที่เอ็ดดิสและแอตโทเลียมีราชินีเป็นผู้ปกครอง การดำเนินเรื่องอยู่ที่ตัวของยูเจนิดิสซึ่งเป็น The Thief หรือโจรส่วนพระองค์ของราชินีเอ็ดดิส (เอิ๊ก!) และการเติบโตไปตามเวลาจากเจ้าโจรน้อยผู้ปาก (เสีย) มากกลายเป็นโจรหนุ่มมีบาดแผลฉกกรจ์และมีความรักในตอนที่สอง จนสุดท้ายกลายเป็นราชา ควบคู่ไปกับกโลบายทางการเมืองที่จะแย่งชิงความมีเสถียรภาพและรักษาที่มั่นของแคว้นตัวเอง

ฟังดูน่าสนุก แต่รู้สึกว่าอ่านแล้วเฉื่อยเฉยไปหน่อย ไม่ใช่หนังสือมันไม่ดี ยอมรับว่าหนังสือมันดีทีเดียวแต่ทำไมตอนอ่านแอบรู้สึกเหมือนอ่านนิยายของ "ลักษณาวดี" ที่เจ้าตัวคนแต่งเรียกขำๆเองว่า "ลิเกฝรั่ง" ก็ไม่รู้ เอิ๊ก เอิ๊ก

ลิเกฝรั่งที่ว่านั่นประกอบด้วย "เลือดขัตติยา" "ดั่งดวงหฤทัย" และเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่พระเอกกับนางเอกเขียนจดหมายตอบโต้กันทั้งเรื่อง พอเจอกันตอนจบพระเอกก็ตายพอดี ใครจำได้แล้วบอกจะเป็นพระคุณมาก

พล็อตเรื่องเหล่านี้มี common feature บางอย่าง เป็นเรื่องการเมืองภายในและภายนอกประเทศเล็กๆที่เขียนให้พระเอกดูฉลาดอย่างน่ากลัวภายใต้ท่าทีที่ดูจะเรื่อยเฉี่อย และมักพูดจาเชือดเฉือนแต่ยอมทำทุกอย่างได้เพื่อรักแท้ ประมาณว่าให้ตายตรงนี้ก็ยอม  (กรี๊ดดดด สลบ....) นางเอกส่วนใหญ่มักสวย ฉลาด ทันคน อ่อนหวานและอ่อนไหว แต่ถ้าถึงเวลาเหี้ยมเกรียมก็ทำได้ไม่แพ้ชายอกสามศอก สรุปว่าแอบแมรี่ซูและปีเตอร์ซวยกันว่างั้นเถอะ

แต่มันก็สนุกนะ ในความแมรี่ซูของนิยายพวกนี้น่ะ ^^

หนังสือชุดนี้ดำเนินเรื่องตามนี้เปี๊ยบ! ถึงแม้ว่าคนเขียนจะพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะป้องกันอาการแมรี่ซูกับตัวละคร พยายามทำให้ยูเจนิดิสเป็น "คนติดดิน" มากที่สุด จนถึงกับให้ยูเจนิดิสเจอเรื่องราวโหดร้ายที่กลายเป็นแผลเป็นตามมาให้เจ็บปวดไปตลอดชีวิตก็ตาม คอนเซปต์ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากถกเถียงรวมไปถึงขว้างปาอุปกรณ์ประกอบฉากของยูเจนิดิสและราชินีแอตโทเลียนั้นอ่านไปก็คิดถึงเจ้าหลวงรังสิมันต์เถียงกับเจ้าหญิงทรรศิกาไปด้วย โอ้ แฝดเหมือนโดยมิได้ตั้งใจ และเวลาที่ยูเจนิดิสแอบมี mission ตบตาชาวบ้าน (ที่จริงแท้นั้นเป็นชาววัง!) นั้นก็ทำเอาอดที่จะนึกถึงเจ้าชายเสนาบดีเวลาวางแผนตลบหลังศัตรูทางการเมืองไม่ได้จริงๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้กล่าวหาว่าใครลอกใครหรืออะไรหรอกเพราะดูจากบริบททั้งปวงแล้วการลอกคงเป็นไปไม่ได้ สำนวนคนละเรื่องกัน รายละเอียดและกลวิธีการเขียนเป็นคนละแบบกันเพียงแต่ว่าขำว่ามันเหมือนกันอย่างไม่ได้ตั้งใจเท่านั้นเอง นี่อาจเป็นเหตุที่ฉันไม่อินกับหนังสือชุดนี้มากๆ เพราะไอ้สมัยที่อินกับลิเกฝรั่งของคุณลักษณวดีนั้นมันก็สมัยนานมาแล้วและเด็กกว่านี้เยอะ

มิน่า เขาถึงบอกว่าหนังสือชุดนี้สำหรับเด็กอายุ 9-12 ปี และมากกว่า ฮ่า ฮ่า

ปล. แต่นี่ไม่ใช่ทำให้มีข้ออ้างเวลาคนสองคนในสิ่งแวดล้อมเดียวๆกันเขียนอะไรเหมือนกันอย่างเห็นได้ชัดแล้วบอกว่าไม่ได้ลอกนะ (ฮา)

แล้วทำไม anticlimax เป็นเรื่องนี้ไปได้ก็ไม่รู้ คุยเรื่องหนังสือแท้ๆ

The ladies of Grace Adieu

posted on 12 Oct 2007 11:32 by liamm in book

เป็นคนชอบอ่านหนังสือแฟนตาซีมาตั้งแต่เด็ก จนแก่เท่านี้ฉันก็ยังสามารถอ่านหนังสือแฟนตาซีได้อย่างสนุกสนานไม่ต่างจากเดิมเท่าไรนัก เว้นเสียแต่ว่าจะกลายเป็นคนจู้จี้มากขึ้นสักหน่อยเท่านั้นเองหลังจากที่ได้รู้จักThe Chronicle of Narnia เมื่อครั้งสมัยประถมก็ยังหาหนังสือที่กระชากใจขนาดนั้นอีกไม่ค่อยจะได้

คงมีหลายปัจจัยเช่นกันที่ทำให้เป็นเช่นนั้น อย่างเช่นว่าเวลาไม่ค่อยจะมี หรือว่าความสามารถไม่ค่อยจะถึงในการแกะภาษาอังกฤษก็ตามที จนมาถึง The Lord of the Rings อีกทีก็ปาเข้าไปเมื่อหกเจ็ดปีก่อน อ่านครั้งแรกตั้งแต่ตอนเขายังถ่ายหนังอยู่ และตั้งต้น อินมาตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้ลามปามไปถึง The Silmarillion ซึ่งเป็นภาคประวัติศาสตร์ของ The Lord of the Rings อีกทีหนึ่ง ได้ข่าวว่าแปลเป็นไทยแล้วแต่ยังไม่เห็นวางตลาดเสียที กลัวแต่ว่า The Children of Hurin ซึ่งเป็นหนังสือลูกของ The Silmarillion จะได้วางตลาดในภาคภาษาไทยก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้

ยากนักถ้าจะไม่ได้พูดถึง Harry Potter ในลิสต์หนังสือแฟนตาซีที่เคยอ่านมาแต่ยอมรับว่าไม่อินกับเรื่องนี้สักเท่าไร เท่าที่พยายามหาเหตุและผลมาบอกตัวเองนั้นก็คงเป็นเพราะแอบรู้สึกนิดหน่อยว่ามันแสนจะฮอลีวู้ด คือเอาตื่นเต้นเข้าว่า ไม่มีอะไรให้ติดตรึงในสมองให้เก็บเอาไปนอนคิดเลยยกเว้นพล็อตหรือการหักมุมจนเอวเคล็ดที่เป็นข่าวได้เสียทุกตอน เหมือนตอนอ่าน The Davinci’s Code นั่นแหละ สนุกไหม ตอบได้ว่าสนุก แต่ไม่อิน เป็นซะงั้น

แต่ถึงขั้นว่าไม่อินก็อ่านได้จนจบเจ็ดเล่มเหมือนกัน (ฮา)ไม่ได้คิดว่าสไตล์ฮอลีวูดไม่ดี แต่เอาเป็นว่าไม่อินจะดีกว่า มีถมเถไปที่ชาวประชาชื่นชอบกันมากมายแต่ก็แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ในขณะที่บางเรื่องนั้นกว่าจะเข้าใจและรักมันได้ใช้เวลาสักหน่อยแต่ถ้าได้ปลงใจหลงรักแล้วล่ะก็ รักกันยาว

His Dark Materials เป็นหนังสืออีกเรื่องหนึ่งที่อนาคตอาจจะได้ขึ้นหิ้ง ไม่รู้หิ้งใครแต่หิ้งของฉันน่ะขึ้นไปแล้ว ได้ข่าวว่าตอนนี้กำลังทำเป็นหนังอยู่เสียด้วย Nicole Kidman นำแสดงร่วมกับ Danial Craig ส่วนตัวเองแล้วพอใจกับการคัดเลือกตัวแสดงมาก แต่คงต้องรอดูต่อไปว่าจะทำออกมาได้ดีแค่ไหนมีถมไปที่หนังสือสนุกมากแต่หนังห่วยมาก

เมื่อเดือนก่อนนี้เดินแถวๆ Asia Book และได้ตกหนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อว่า The Ladies of Grace Adieu ผู้เขียนคือ Susanna Clarke ซึ่งมีผลงานเล่มแรกคือ Jonathan Strange & Mr. Norrell นั่นเอง แค่ชื่อมันก็ Y แล้วแต่ถ้าอ่านแล้วจะรู้ว่าเหตุอันใดจึงไม่อาจ Y ได้ทั้งๆที่มีประเด็นน่า Y อยู่มากมายในเรื่อง หนึ่งในนั้นคือลักษณะของตัวละครนั่นเอง The Ladies of Grace Adieu เป็นเรื่องสั้นๆแปดเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกับหนังสือหลักคือ Jonathan Strange & Mr.Norrell ทีนี้ก็ต้องอารัมภบทก่อนว่าแล้วเรื่องหลักนี่เป็นอย่างไร

สำหรับใครที่อ่านแล้วก็ข้ามไปได้เลยค่ะจะพยายามไม่ spoiler มากจนเกินไปเผื่อว่าใครอยากอ่านแล้วจะเกิดอาการไม่สนุกขึ้น

Jonathan Strange & Mr.Norrell เล่าถึงการฟื้นฟูเวทย์มนตร์ในเกาะอังกฤษโดยผู้วิเศษสองคนซึ่งมีนิสัยและแนวทางต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งเชื่อว่าเวทย์มนตร์ทั้งหมดควรจะได้รับการฟื้นฟูโดยปราศจากการกล่าวถึงหรืออ้างอิงกับกษัตริย์ผู้วิเศษแห่งอังกฤษหรือที่เรียกกันว่ากษัตริย์กาดำ และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับภูติจะเป็นความหายนะของผู้วิเศษ ส่วนอีกคนเชื่อในทางตรงกันข้าม ทั้งสองเริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์และศิษย์และลงเอยด้วยการเป็นศัตรูกัน บวกกับเรื่องราวของภูติผู้ทรงอำนาจที่ชอบจะลักพาตัวหญิงสาวชาวอังกฤษไปเป็นเพื่อนในฉากหลังของประเทศอังกฤษสมัยที่ทำสงครามกับจักรพรรดินโปเลียน

ดังนั้นโจนาธาน-ตัวเอกของเราจึงได้เดินทางร่วมกับกองทัพของดยุคแห่งเวลลิงตันไปรบในสเปน ได้เข้าร่วมสงครามที่วอเตอร์ลู และได้พบกับพระเจ้าจอร์จที่สามและเป็นเพื่อนกับลอร์ดไบรอนในเรื่องนี้ด้วยเรื่องนี้ยังเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีหนึ่งด้วยว่าบางครั้งเราอาจจะไม่รู้จักคนรักหรือเพื่อนได้ดีนักแต่กับศัตรูแล้วจำเป็นจะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้

ในระหว่างการเล่าเรื่องราวใหญ่ๆที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเหล่านี้จะมีช่องว่างมากมายในเรื่องเล่าเหล่านั้นซึ่งถ้าใส่ลงไปหมดก็จะกลายเป็นเอนไซโคลพีเดียไป Susanna Clarke จึงได้นำเรื่องย่อยๆมาเขียนไว้ใน The Ladies of Grace Adieu นี้เอง ตัวอย่างเช่นเรื่องแรกซึ่งได้ถูกใช้เป็นชื่อหนังสือนี้ซึ่งเป็นเรื่องราวของสุภาพสตรีกลุ่มหนึ่งที่สามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ซึ่งหนึ่งในหญิงสาวเหล่านั้นเคยเป็นที่หมายปองของเฮนรี วูดโฮป พี่เขยของโจนาธาน สเตรนจ์นั่นเอง ถ้าจะนับกันไปแล้วโดยส่วนตัวชอบเรื่องนี้ที่สุดในบรรดาแปดเรื่องทั้งหมดเพราะมันดูมีชีวิตจิตใจมากกว่าเรื่องทิ่อิงนิทานแบบเรื่องอื่นๆ

แต่ในความรู้สึกส่วนตัว ฉันยังชอบ Jonathan Strange & Mr.Norrell มากกว่าเพราะหนังสือมันหนาดี ??

เปล่าหรอก จริงๆมันไม่เกี่ยวกันกับเรื่องความหนา ถ้าหนังสือสนุกเล่มบางๆก็อ่านได้แต่ถ้าหนาๆหน่อยก็จะดีมากด้วยว่าจะได้อ่านนานๆ จริงๆเป็นเพราะเรื่องนั้นมีพล็อตและความซับซ้อนของประวัติศาสตร์มาเป็นพื้นฐานให้น่าเชื่อถือและน่าอ่านมากกว่า เหมือนกับการเล่าเรื่องที่มีส่วนของความจริงปนๆอยู่กับเรื่องแต่งแบบเนียนๆก็มักจะสนุกและน่าเชื่อถืออยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่าผู้เขียนท่านใดจะสามารถ สร้างโลกใหม่ในจินตนาการได้เหมือนจริงมากๆ ซึ่งก็มีผู้เคยทำได้และประสบความสำเร็จมาแล้วด้วย

ส่วนการเล่าถึงเรื่องภูติทั่วๆไปในเล่มนี้นั้นก็ดูเหมือนการเล่านิทานซึ่งพล็อตไม่แตกต่างไปจากนิทานกริมม์หรือนิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ทั่วๆไป ผิดกันก็แต่ว่าสำบัดสำนวนของ Susanna Clarke นั้นออกจะร่วมสมัยอยู่มากกว่า เรียกได้ว่าเหล้าเก่าในขวดใหม่ก็เป็นได้แนะนำว่าถ้าหากจะอ่านเรื่องนี้ให้สนุกควรอ่าน Jonathan Strange & Mr.Norrell เสียก่อน จะได้ไม่รู้สึกว่างๆเหมือนถูกปล่อยเกาะอยู่ในโลกที่มีคน มีภูติและมีเรื่องประหลาดเกิดเป็นประจำทุกๆวัน ส่วนที่ดีของเรื่องนี้ก็คือวิธีการเขียนที่ชวนให้เราอ่านตามไปเรื่อยๆและเสน่ห์ของเรื่องพิสดารถึงขั้นเหลือเชื่อที่เกิดกับประชาชนคนธรรมดาด้วยน้ำมือของภูติมันก็ยังทำให้เราลุ้นระทึกไปได้เรื่อยๆว่า มันจะไปจบลงที่ตรงไหน

สรุปได้ว่าเป็นหนังสือที่ออก Dark ทีเดียว แต่ก็อย่างที่ว่า ถ้าไม่ Dark ฉันก็คงไม่ชอบละมัง รู้สึกไปเองว่าหนังสือเยาวชนหรือหนังสือเด็กสมัยนี้เลือดท่วม ตายเป็นเบือ และมืดหม่นกว่าสมัยก่อนเยอะ

หรือเพราะโลกเรามืดลงก็ไม่รู้