photo วันว่าง

posted on 18 Aug 2008 08:43 by liamm  in life

ไม่พูดพล่ามทำเพลงอื่นละตอนนี้ เพราะช่วงนี้เพลงมันหลอน (ฮา) โพสรูปจะดีกว่า

คำบรรยายไม่เน้นเพราะไม่รู้จะบรรยายอะไร เอาว่าบอกสถานที่ก็น่าจะโอเค

อันแรกมาจากพื้นหน้าบ้าน ถ่ายในช่วง obsess กับอะไรที่่ตกพื้น

อีกรูปก็สงสัยจะเป็นรูปคลาสสิกของผู้คนที่ไปพระราชวังบางปะอินนะ crop มาเยอะหน่อยหนึ่งเพราะข้างๆมันรกมากมาย

 

ถัดไป รูปทุ่งนาหน้าร้อนที่บางปะอินในวันทีเกิดเถื่อนอยากขับรถไปไหนไกลๆ crop ช่วยอีกเช่นกันเพราะทิวทัศน์ด้านล่างกะดำกะด่าง ไม่คู่ควรต่อการเป็นทุ่งนาสีเขียวอมทองเช่นนี้อย่างแรง ^^

 

และรูปนี้.... คือ เป็นคนชอบช้าง และชอบไอเดียช้างอันนี้มาก ฮ่าาา คืองากับมีพ่นน้ำด้วย ดูตรงงวงดิ

ไปละ... วันนี้ไม่บ่น ไม่พูดมาก เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะพูดเรื่องอะไรจริงๆจัง aka. พูดไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ฮ่าๆๆๆ รูปทั้งหมดฉันเก็บไว้ดูเล่นอยู่ใน DA

ฉันชักไม่แน่ใจหรือเปล่าว่าฉันคิดไปเองว่าศีลธรรมคนเรามันลดลงและสังคมมันก็ดูเหมือนจะชินชากับเรื่องพวกนี้มากขึ้น

เรื่องของเรื่องก็คือ ปกติร้อยวันพันปีฉันไม่เคยฟังเพลงไทยกับเขาเท่าไรเลย ไม่ได้ดูหมิ่นดูถูกหรืออย่างไรหรอก เป็นแค่รสนิยมเท่านั้น แต่เมื่อวันก่อนด้วยว่าฉันลืมใส่ซีดีและไอ้ป๊อด aka. ipod ไว้ในรถ ฉันก็เลยเปิดวิทยุฟังตอนขับรถแทน ตานี้เพลงฝรั่งอั้งม้อที่เปิดในวันนั้นก็ไม่โดนใจฉันอย่างแรง ไม่ว่าฉันจะเพียรพยายามเปลี่ยนช่่องกี่หน ฉันก็เลยลองหาเพลงไทยฟังบ้าง เผื่อจะได้อะไรสุนทรีรูหู

แต่ฉันดันได้อะไรอื่นมาแทนซะนี่

เพลงไทยที่ฉันพยายามตั้งอกตั้งใจฟังวันนั้นโดยมากเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องมือที่สาม เมียน้อย และรักแฟนชาวบ้าน มีทั้งเมียน้อยแบบมีศีลธรรม มีทั้งกิ๊กแบบว่า...ก็ฉันไม่ผิดอะ... และมีทั้งแแบบคนเป็นแฟนที่แรงขนาดบอกกิ๊กว่า ถ้าไม่มีใครตายเบอร์นี้ไม่ต้องโทรมา เอิ๊กๆๆๆ ฉันล่ะอึ้ง

อะไรมันจะป๊ะกันดีขนาด หลายช่องเปิดพร้อมๆกันในระยะเวลาใกล้ๆกันเลย

ฉันเลยแอบคิดว่า เอ... หรือเพลงเนื้อหาแบบนี้จะเป็นที่นิยม

ก็เขาว่าเพลงมันสะท้อนสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นั่นแสดงว่าค่านิยมของคนเดี๋ยวนี้มีเรื่องพวกนี้มากมายจนดูคล้ายจะปกติไปแล้วหรือ

ฉันไม่ได้เป็นขนาดเจ๊เบียบหรอกที่ออกมาโวยวายเรื่องศีลธรรมจรรยา ฉันแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่งมีความคิดในเรื่องศีลธรรมแบบที่ว่า ของคนอื่นฉันไม่ยุ่ง สามีคนอื่นฉันไม่เกี่ยว เป็นชู้เป็นกิ๊กฉันไม่เอา ถ้ารู้ต้องเลิก ซึ่งฉันคิดมาตลอดว่ามันก็ปกตินะ แค่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มันโจ๋งครึ่มกันเพียงนี้แล้วหรือ คนไม่ใส่ใจเรื่องผิดถูกมากขึ้นหรือเปล่า ก็เท่านั้น

นี่ว่าจะฟังเพลงไทยต่ออีกสักสองสามวัน เผื่อวันนั้นฉันดันซวยไปได้ยินติดๆกันเอง (ฮา) จริงๆไม่มีอะไร นั่นมันแค่ส่วนน้อยเท่านั้น (ฮา)

แถมท้ายให้รูปหัวใจเบี้ยวๆสักหน่อยเป็นไร จากคุณนิกรของฉันตามเคย ^^

 

นินทาแขก

posted on 11 Aug 2008 14:48 by liamm

โอย วันนี้เปิดฉากด้วยความหงุดหงิด ขออนุญาตบ่นเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้นหน่อยเหอะ ช่วงนี้เป็นไร เจอแต่คนไม่น่ารักอย่างแรง

รู้ว่าเอาคนไข้มานินทามันผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่ขอหน่อยเหอะ ไม่ไหวจริงๆ

ถ้าใครไม่ชอบแขก... เชิญซ้ำได้ แต่ถ้าใครโปรด กรุณาถอยห่างๆ เพราะงานนี้ไม่มีชม มีแต่บ่นลูกเดียว

ปกติก็รู้อยู่ล่ะจากการทำงานมาพอสมควรว่าพวกแขกเหล่านี้มักจะเรื่องมาก ยิบย่อย อยากได้โน่นได้นี่เกินกว่าที่มีเป็นประจำ แต่ก็คิดอยู่ตลอดว่า เออ ก็ฉันทำงานบริการนี่นา อะไรที่ไม่เกินไปจะให้ก็ไม่ว่า แต่เรื่องวันนี้มันเกินรับไหวจริงๆ

ก็มีอีตากระทาชาย (หรือเปล่า) กับสหายนายหนึ่งมาทำประวัติตรวจที่แผนก แต่จริงๆแกไม่ได้ป่วยน่ะ แกจะมาขอยาให้น้องชายผู้ซึ่งเกิดมาไม่เคยมาตรวจที่นี่เลยสักครั้งในชีวิต ฉันก็เลยบอกเขาไปว่า งั้นก็ไปทำประวัติของน้องมา ถ้าไม่มากไม่มายเช่นยาทาสิวสั่งให้ก็คงไม่เป็นไร

เชื่อไม๊ แกปฏิเสธ บอกว่าสั่งให้ในชื่อแกนี่แหละ จะเอา งั้นก็ลงไปซิว่าแกไม่สบาย แกเป็นสิว แกเป็นผื่น ฉันก็อึ้งไปดิ ประวัติการรักษาเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลนะ ใช้แทนกันไม่ได้

ตานี้อีตาสหายที่เห็นชัดๆว่าไม่ใช่ผู้ชายก็ทำท่าแบบ ทำไม... มีปัญหาอะไร แล้วก็มาพูดใส่หน้าว่าฉันนี่แหละปัญหา ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แค่สั่งยาเท่านั้นเอง

สวยดิ เท่านั้นแหละงานเข้าทันที ฉันหันไปบอกสหายปากสุนัขของอีตาแขกนั่นว่าคุณไม่มีสิทธิจะพูดกับฉันแบบนี้ ประวัติคนไข้หนึ่งคนเป็นของคนไข้คนนั้น ไม่ใช่หนึ่งคนรักษาทั้งครอบครัว (แค่เดินไปทำประวัติของน้องเท่านั้นเองมันจะอะไรนักหนา) และมันเป็นการตัดสินใจของฉันว่าจะให้หรือไม่

เชื่อไหมว่าพวกมันไม่ยอม ฉันล่ะอยากจะกรี๊ด อีตาแขกสองแขกนั่นไม่ยอม จะเอาให้ได้ ซึ่งฉันเข้าใจเอาว่าเขาน่าจะเบิกกับรัฐบาลได้ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างแต่ถ้าเป็นประวัติของน้องเขาก็จะเบิกไม่ได้ เขาก็เลยทำท่าแบบหงุดหงิดแบบตุ๊ดจิตหงุดเงี๊ยว ค้อนควักทิ้งสายตาอาฆาตประมาณนั้นเมื่อฉันไม่ยอมช่วยทุจริต 

สุดท้ายหลังจากพวกมันพยายามโวยวายเสียงดัง กะเอาเสียงเข้าข่มอยู่นาน ฉันก็เลยบอกเขาไปสุดท้ายว่าฉันไม่เห็นคนไข้ ฉันเดายาไม่ได้หรอก ใครจะไปรู้ล่ะว่าให้ยาไปแล้วจะเป็นไง เกิดเป็นไรขึ้นมาฉันก็ซวยดิ เพราะงั้นฉันไม่ให้

ฉันต้องรับผิดชอบกับยาที่สั่งออกไปด้วยนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมันจะไหวเหรอ  ใครจะอยากเอาตัวเองไปเสี่ยงตาย ยิ่งกับคนพูดจาไม่เข้าหูแบบนี้ด้วยเรื่องไรฉันต้องไปยอมทำเสี่ยงเพื่อพวกมันกันเล่า

คนเรามันถึง tricky ได้ขนาดนี้เลย... แบบว่าบอกแล้วว่าไม่ได้ ผิด ก็ยังมาด่าว่าเป็นความผิดฉันอีก สุดท้ายฉันก็ไม่ทนฟังไอ้แขกสองคนนั่นด่าหรอก ถึงมันจะพูดแขกปนอังกฤษก็ตาม ฉันเชิญมันทั้งสองออกจากห้องไปเลย แล้วบอกว่าถ้าคิดว่าใครจะสั่งให้ได้ก็ไปหาเอาแล้วกัน เพราะฉันไม่สั่ง และที่ไม่สั่งก็เพราะมันไม่ถูกต้อง

อีคนเป็นสหายสะบัดก้นพรืดเดินออกไปหลังจากฟังฉันพูดจบเลยล่ะ

สงสารก็แต่น้องที่เป็นล่ามในห้องตรวจวันนี้ เจอแบบนี้เข้าคนหนึ่งก็จิตตกไปเหมือนกัน ฉันยังหงุดหงิดเลย

ปล. ปกติฉันเจอแต่แขกขอแถม แขกขอส่วนลด แขกต่อรองราคา แต่อีแบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าแขกอะไรดี เกินบรรยาย นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต่อให้ชายแขกหล่อแค่ไหนฉันก็ไม่เคยจะกรี๊ดเก็บมาเป็นคอลเลคชั่น กร๊ากกก แขกดีๆเหรอ มี... ทำไมจะไม่มี แต่หายากกว่าหาคนไทยปกติซะอีกแน่ะ

ปปล. ฉันยังยืนยันจะตีแขกก่อนตีอะไรอื่น ไม่ว่าจะก่อนงูเห่าก่อนสัตว์ประเภทอะไรทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉันเชื่อสุภาษิตโบราณ ฮ่าๆๆๆๆ

 

Batman กับ Joker

posted on 21 Jul 2008 11:17 by liamm  in film

ในบรรดาซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหมดฉันมีคนโปรดอยู่ไม่กี่คนหรอก ปกติแล้วฉันโปรดตัวละครที่เหมือนจริงมากกว่าพวกเก่งเหนือมนุษย์ทำให้บรรดาซุปฯทั้งหลายจึงไม่ได้ใจฉันไปสักเท่าไรนัก ตัวอย่างเช่นพี่ซุปเปอร์แมน นี่ถ้าไม่ได้ smallvile มาช่วยกู้หน้าไว้หน่อยฉันก็คงจะร้องเพลงลาทีกับพี่ซุปเปอร์แมนไปก่อนซะนานแล้ว ฉันออกจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับพวกเพอร์เฟคเสียละมัง นอกจากนี้อีกอย่าง.. ฉันออกจะไม่ค่อยชอบผู้คนใส่ชุดแปลกๆออกมาไล่ล่าคนร้ายเท่าไรนักหรอก

ไอ้ที่ขำก็คือฮีโร่ที่ใครๆเขาบอกว่าติดดินนักติดดินหนาแบบ Spiderman ก็ไม่เห็นจะได้ใจฉันสักเท่าไร ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทั้งๆที่เขาว่ากันว่า ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์นี่มีชีวิตใกล้คนปกติที่สุดแล้ว สงสัยฉันจะไม่ชอบแมงมุม

ฉันเริ่มเปลี่ยนทัศนคติไปเล็กน้อยตอนที่ดู batman ภาคแรกถึงแม้ว่าพี่ไมเคิล คีตันจะหัวล้านและอ้วนไปหน่อย คือฉันคงมี receptor กับคนโรคจิตละมัง ตอนนั้นฉันว่ามหาเศรษฐีผู้มีชีวิตสองภาคนี่น่าสนใจและมีความมืดหม่นมากอยู่แล้ว พอฉันมาเจอ Batman Begin เมื่อหลายปีก่อนฉันก็กรี๊ดสลบ เปล่า ฉันน่ะชอบความจิตตกประสาทกลับของบรูซ เวนย์ก็จริง แต่ฉันชอบอาจารย์ที่พี่เลียม นีลสันเล่นมากกว่า แม่ยกมาเองนะนั่น ฉันชอบผู้ร้ายน่ะ (ส่วนพี่เลียมน่ะชอบกันเป็นการส่วนตัวมานานแล้ว)

สรุปว่าฉันรักคนโรคจิตซะงั้น...

บทหนังใน Batman Begin เขียนได้ดี คนเรามีทั้งด้านมืดและด้านสว่างปนกันแล้วแต่ว่าใครจะปลดปล่อยด้านไหนออกมาเท่านั้น หนังบอกเล่าที่มาที่ไปว่าทำไมบรูซ เวนย์ถึงทิ้งชีวิตมหาเศรษฐีมาอดหลับอดนอนล่าผู้ร้ายในเมืองก็อธแธมแบบนี้

สำหรับ Batman the Dark Knight ฉันอยากจะเปลี่ยนชื่อหนังเป็น Joker, The Madness เสียละมากกว่า ทั้งเรื่องฉันเห็นแต่ Joker พี่บรูซของฉันหายไปไหนก็ไม่รู้ ฮ

มันก็คงไม่สปอยล์หรอกนะ เพราะใครๆก็รู้ว่าโจกเกอร์เป็นคู่ปรับตลอดกาลของแบทแมนนี่นา ว่าแต่ว่าดูจนจบก็ไม่มีใครบอกว่าพี่โจ๊กเกอร์สุดกวนนี้เป็นไผมาจากไหน ฮีธ เลดเจอร์เล่นเป็นโจ๊กเกอร์ได้โหดมากกว่าตลก ฉันว่าตอนที่ฉันเห็นแจ็ค นิโคลสันเล่นเมื่อสมัยภาคแรกฉันก็ว่าเขาเล่นดีแล้วนะแต่ก็ยังออกแนวตลกกว่านี้ เหมือนคนเรามันร้ายน่ะแต่เอาความบ้ามาปิดมาบังความร้ายนั้นไว้ เรียกว่าแกล้งบ้าเพื่อปกปิดงั้นแหละ ในความบ้าก็ยังมีความเป็นคนปกติอยู่บ้าง

มาเวอร์ชั่นพี่ฮีธนี่ฉันว่ามันโหด มันโรคจิต และมันบ้าเต็มรูปแบบ เรียกว่าเป็นคนโรคจิตที่เห็นความหายนะของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก พร้อมก่อความวุ่นวายเพียงเพราะมันทำให้ตัวเองรู้สึกดีและเหนือกว่าคนอื่นก็เท่านั้น บางทีฉันแอบรู้สึกว่าฉันไม่รู้จะบอกว่าโจ๊กเกอร์เลวได้อย่างไรเพราะว่ามาตรฐานความดีความเลวของโจ๊กเกอร์นั้นต่างจากเรา สิ่งที่โจ๊กเกอร์คิดและรู้สึกนั้นไม่เหมือนประชาชนคนธรรมดาสักหน่อย มาตรฐานของเราคงไม่สามารถวัดเขาได้หรอก

สำหรับฮีธ เลดเจอร์ ถ้าเขาไม่ชิงตายไปเสียก่อนเขาคงจะเป็นอีกคนที่จะขึ้นแท่นนักแสดงที่มีคนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุดคนหนึ่งเป็นแน่ ค่าที่เขาอินเสียเหลือเกินกับบทที่ได้ อินจนน่ากลัว

ฉันชอบแววตาตอนที่ถูกขังอยู่ในคุก มีนักโทษโวยวายอยู่รอบตัว มันเพี้ยนสมบูรณ์แบบจริงๆนะ มองเห็นปุ๊บ เออ ไอ้นี่โรคจิต อย่าเสียเวลาไปคุยกับมันเลย ไม่ช่วยหรอก

นั่นแหละที่พี่บรูซทำฉันหงุดหงิดว่าแกเปลี่ยนไปเป็นแมรี่ซูซะแล้ว เห็นๆอยู่ว่ามันป่วยน่ะ จะปล่อยไปทำม๊ายยยย จัดการให้ตายๆไปซะก็สิ้นเรื่อง

และฉันก็เห็นแง่มุมบางอย่างของคนดี คนที่ยึดมั่นในความดีมาตลอดแต่เมื่อพ่ายแพ้ต่อความมืด aka. Turn to the dark side นั้นน่ากลัวไม่แพ้คนบ้าแบบโจ๊กเกอร์เสียด้วย ก็พี่แฮรี่ เดนท์ที่อนาคตจะกลายเป็น Two Faces นั่นไง แต่ฉันก็เห็นความ Dark ในตัวของเขาตั้งแต่ต้นแล้วนะ นับว่าแกสามารถถ่ายทอดความรู้สึกแบบนี้ออกมาได้ดีทีเดียว คนเราย่อมมีสองภาคในตัวเองอยู่แล้ว อดคิดไม่ได้ว่าที่น้องหนูเรเชลอินกับพี่แฮรี่นี่เพราะแฮรี่เป็นตัวแทนของพี่บรูซแบบจับต้องได้มากกว่ามนุษย์ค้างคาวที่ออกท่องราตรีกลางคืน ผู้หญิงที่มีเหตุมีผลก็มักจะชอบอะไรที่ปลอดภัยกว่าอย่างนี้แหละ

พี่บรูซของฉันในภาคนี้นั้นกลับกลายเป็นพวกแมรี่ซูนิดหน่อย แต่ฉันก็พอจะทนรับได้นะ ก็แกเป็นพระเอกน่ะ จะให้แกเลวมากนักก็คงจะไม่อินและบรรดาคนดูก็คงจะไม่ชอบใจนัก แต่พี่บรูซก็เล่นเป็นพระเอกมีบาดแผลในใจได้ดีทีเดียว นอกเรื่องหน่อย เวลาคริสเตียน เบล ใส่หน้ากากแล้วฉันว่าหน้าพี่แกโหดขึ้นมาก สงสัยจะเป็นเพราะไอ้เจ้าคิ้วขมวดปั้นเบ้อเริ่มบนหน้ากากแบทแมนที่ฉันเห็นแล้วอยากจะแนะนำให้แกไปฉีด Botox ซะให้เรียบร้อย แถมไม่รู้ว่าเขาทำไรกับเสียงตอนแกเป็นแบทแมน เสียงเท่เชียว คิดถึงเสียงหุ่นยนต์ยังไงยังงั้น

ตัวประกอบเรื่องนี้ล้วนแต่ชื่อดัง มอร์แกน ฟรีแมนนี่แค่ออกมายืนก็มีรังสีอัจฉริยะสาดส่องออกมาเป็นแสงเฮ้ากวงเลย และลุงอัลเฟรดคนโปรดของฉันก็ยังน่ารักไม่เปลี่ยนแปลง ฉันติดใจสำเนียงอังกฤษของแกอยู่แล้ว และฉันก็ชอบวิธีที่แกดูแล Master Bruce ของแกซะด้วยซิ เหมือนเทวดาพ่อทูนหัวจริงๆ

ขอใช้สิทธิละเว้นไม่กล่าวถึงตัวละครผู้หญิงในเรื่อง เพราะดูแล้วก็ไม่ได้สำคัญอะไรนอกจากจะเอาไว้เป็นจุดพลิกผันของเรื่องที่ไม่ผิดความคาดหมาย ซะงั้น !

เอาเป็นว่าใครที่จะทำ Batman ต่อจากนี้ก็อาจจะต้องตีโจทย์ให้แตกหน่อยล่ะ โจทย์ของหนังซุปเปอร์ฮี่โร่มันเปลี่ยนไปเยอะมากจากเดิมที่ตัวละครมีมิติเดียว ร้ายก็ร้าย ดีก็ดี มาจนกลายเป็นอิงอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงบวกกับปัญหาทางจิตวิทยา ไม่รู้ว่าอนาคตของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังจะกลายเป็นหนังจะเดินไปในทิศทางไหนต่อ

เราคนดูหนังก็รอดูกันต่อไป

HOUSE M.D.

posted on 17 Jul 2008 19:29 by liamm

เรื่องนี้ส่อ Y ชัดๆ  ใครรับประเด็น Y ไม่ได้กรุณาข้ามไปเลย ช่วงนี้ดูเหมือนที่พันทิปจะแรงเป็นพิเศษ ไม่รู้อะไรกัน ^^ 

แต่ถ้าใครเป็นแฟนซีรี่ส์แล้วพอจะ Y ได้ก็มาเลย คิดว่าคงจำคุณหมอปากสุนัขชื่อ HOUSE ได้บ้างนะ ตอนนี้ป้าดเข้าไปตอนไหนก็จำไม่ได้ล่ะเพราะตามบ้างไม่ได้ตามบ้าง แต่เมื่อวันจันทร์ที่แล้วเกิดกลับบ้านก่อนสี่ทุ่มเลยได้ดูหน้าหมอ House เสียหน่อย

เหตุที่ฉันไม่ค่อยดู House ก็เพราะตั้งแต่บรรดาลูกเป็ดที่เดินตามหมอ House ย้ายออกไปฉันก็ไม่ค่อยจะอินเท่าไรนัก คือเป็นพวกติดคาแรกเตอร์ของตัวละครละมัง แต่ตอนนี้ขอบอกว่านั่งขำน้ำตาเล็ด เออ เวลาไม่ได้ดูนานๆแล้วมาดูนี้มันขำโคตรเลย

เรื่องเป็นตอนที่ว่าคุณหมอต้องมาเป็นดาราหน้ากล้อง เพราะเขามาถ่ายการผ่าตัดของเด็กคนหนึ่งซึ่งมีมูลนิธิออกตังค์ให้ ลองคิดภาพหมอ House กับการอยู่หน้ากล้องดิ

อย่างฮาตั้งแต่ตอนที่แกพยายามจะเข้าไปคุยกันในสถานที่ๆไม่ควรเข้าไปคุยแล้ว เช่น ห้องทำMRI เพราะมันไม่สามารถเอาอุปกรณ์กล้องเดินตามไปถ่ายได้ ห้องตรวจภายในซึ่งนะ... จะเข้าไปถ่ายได้ไง

ขำความ "หม้อ" ของหมอ House แถมยังทำเป็นแบบว่าโห... นี่ฉันหม้อขนาดนี้เลยเหรอ แพ้ผู้หญิงสวย แต่ขอโทษเถอะค่ะ สวยตรงไหน มองไปยังไงก็ไม่เห็นความสวย เอ หรือมาตรฐานเราจะต่างกันคะคุณหมอ ปล. เมียเก่า House สวยกว่าอีกง่ะ

ยังคงเป็นสาวก House-Wilson ขาดใจ คนอะไรน่ารักที่สุด

ฉันแอบคิดว่าคนเขียนบทมันต้องมีการตรวจตลาดแน่ๆเลยว่ามีสาว Y ให้การสนับสนุนอยู่ บางครั้ง (ไม่ใช่ที่เห็นในตอนนี้นะ) บทมันถึง Y จนคิดว่าถ้าไม่จงใจจะ Y ได้ขนาดนี้จริงๆหรือ แล้วก็เหมือนคนเขียนบทนึกได้ว่าเจ๊ย..  Y ไปหรือเปล่าก็เลยใส่บทหมอ House หม้อๆมาสักหน่อย  (ทฤษฏีอะไรฟระนั่น)

คือไม่ได้ว่ามัน Y ตะพึดตะพือนะ แค่ว่าเขาคงรู้ว่าใส่อะไรมาให้จิ้นไปได้สักหน่อยเรทติ้งก็กระฉูดแล้ว และไอ้ที่ใส่ๆมานั่นก็มองให้ไม่ Y ก็ได้เหมือนกันว่าเป็นความสัมพันธ์แบบผู้ชายๆ แมนๆ เขาสนิทกัน

ขายได้อีกค่ะ ขายได้อีก

ตอนจบเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้กับการตัดต่อหนัง ก็คนทำหนังนั่นตัดต่อซะคุณหมอปากหมาของฉันกลายเป็นนางงามรักเด็กไปโน่น เจ้าตัวดูแล้วถึงกับทนไม่ได้ แต่เจ้านายก็ดันทำท่าขำซะ

แค่ชื่นชมอยู่ห่างๆนี่ล่ะดีแล้ว แต่การอยู่ด้วยสงสัยจะเหนื่อย